แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มหาวิทยาลัย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มหาวิทยาลัย แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์, พฤษภาคม 25, 2556

คนมีการศึกษาต้องเรียนจบชั้นไหน?

มีคนถาม อ. วิระยา ว่า คนที่เรียกว่ามีการศึกษาต้องจบชั้นไหน?

เป็นคำถามที่ดีมาก ๆ เพราะเวลาพูดกันเรื่องนี้ถ้าไม่นิยามกันให้ชัด ๆ ว่าขอบเขตอยู่ตรงไหนกันแน่ คุยกันไปมากลายเป็นการดูหมิ่นคนจบน้อย คนละเรื่องกันไปคุยกันไม่ได้ใจความ

อ. วิริยา ท่านก็มีคำตอบของท่านว่า
แฟนเพจถามมา คนมีการศึกษา นั้นต้องจบชั้นอะไร............
คนมีการศึกษา สำหรับผม คือ.........
คนที่ ใช้เหตุผล มากกว่าใช้กำลัง
นิยมการ รับฟังและหาทางออกที่ดี มากกว่า การใช้อำนาจบังคับ
รู้สึกรังเกียจ ต่อการละเมิดกฏหมาย
อายต่อการเอาเปรียบผู้อื่น
เรียนอะไร จบชั้นไหน ผมก็นับว่าเป็นผู้มีการศึกษา ครับ
ก็เป็นคำตอบที่ผมยอมรับได้ ผมเองก็มีความเห็นคล้าย ๆ กัน แต่ว่าเขียนให้อยู่ในอีกรูปแบบหนึ่งได้ว่า ก็คือมันไม่สำคัญหรอกว่าจะเรียนจบชั้นไหน แต่ต้องไม่มีคุณสมบัติของผู้ไร้การศึกษาดังต่อไปนี้

เป็นคนหูเบา

คนหูเบามีคนบอกอะไรมาก็เชื่อไปหมด ผมเองยึดหลัก "ไม่ได้เห็นกับตา ไม่ได้ยินกับหู ยังไม่ปักใจเชื่อ" ผมขีดเส้นใต้คำว่า ไม่ปักใจเชื่อ เพราะไม่ได้แนะนำว่าห้ามเชื่อ แต่ก่อนจะเชื่อจะต้องใตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อน การใตร่ตรองให้รอบคอบก่อนที่จะปักใจเป็นคุณสมบัติข้อหนึ่งของผู้มีการศึกษา

อคติแรงจัด

อคติมี 4 ประเภทคือ
  • ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะรัก หากมีฉันทาคติกับใครมาก เวลาคน ๆ นั้นพูดอะไรก็มักจะเชื่อเขาง่าย ๆ ปิดประตูที่จะได้รับข้อมูลจากมุมอื่น ๆ
  • โทสาคติ ลำเอียงเพราะเกลียด หากเกลียดใครมาก เวลาคน ๆ นั้นพูดอะไรก็จะไม่ฟัง ไม่เอามาคิด ปิดประตูที่จะได้รับทราบข้อมูลจากมุมอื่น ๆ ยิ่งคนอยู่ในสังคมแบ่งฝักแบ่งฝ่าย หากชอบพอกับคนหนึ่ง ก็มักจะต้องเกลียดอีกคนหนึ่งไปด้วยเสมอ อคติทั้ง 2 นี้ก็เลยมักจะโผล่มาพร้อม ๆ กัน
  • โมหาคติ ลำเอียงเพราะโง่ หลงงมงายกับเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล เช่นงมงายกับลัทธิ แนวปฏิบัติ บางอย่างโดยปราศจากการคิดอย่างถี่ถ้วน ผมเคยเห็นว่าอาการแบบนี้ คนจบสูง ๆ บางคนก็เป็น คือไปเจอเครื่องไม้เครื่องมือ หรือวิธีการ หรือกระบวนการที่ตนเองประทับใจ ก็ปักใจคิดว่าเครื่องไม้เครื่องมือแบบนี้ วิธีการแบบนี้ กระบวนการแบบนี้ เท่านั้น คือคำตอบสุดท้ายของทุกเรื่อง ทำให้การตัดสินใจผิดพลาด
  • ภยาคติ ลำเอียงเพราะกลัว กลัวอำนาจเหนือกว่าเลยสยบยอมแบบราบคาบ กลัวคนว่าไม่รู้เลยทำเป็นรู้ ออกแนว ๆ พระราชาสวมผ้าทิพย์ โดนหลอกเอาง่าย ๆ
ผมไม่ได้ว่าคนจะต้องปราศจากอคติ อันที่จริงถ้ามองจากมุมมองในระดับอุดมคติแล้วเราก็อยากให้ทุก ๆ คนปราศจากอคติ แต่มันเป็นไปได้ยากและถ้าเป็นได้จริงโลกนี้คงไม่มีความวุ่นวายแล้ว แต่เพราะเรากำลังคุยกันเรื่องปุถุชนจึงเรียกร้องเพียงแค่ให้รู้ทันอคติของตนเอง อคติจะได้ไม่แรงจัดเท่านั้น

คนที่มีอคติแรงจัดทำให้การคิดใคร่ครวญไม่ถี่ถ้วนรอบคอบ ปักใจเชื่ออะไรง่าย ๆ ทำให้การตัดสินใจผิดพลาด ถ้ายังไม่ตระหนักว่าตนมีอคติ 4 อยู่ รู้ไม่ทันอคติของตนเองและไม่พยายามลดอคติทั้ง 4 ลงให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่ระดับของตนจะทำได้ก็นับได้ว่ายังไม่มีการศึกษา

ไม่มีเหตุไม่มีผล

ไม่มีการเรียบเรียงความคิดจากเหตุไปหาผล ดังนั้นจึงไม่สามารถทำความเข้าใจเหตุผลได้ และคนดี ๆ ก็ไม่สามารถคุยด้วยโดยใช้เหตุผลได้ ความมีเหตุมีผลนี้ต้องอยู่กับโลกของความเป็นจริง การเป็นเหตุเป็นผลในโลกอื่น ๆ เช่น เกม การ์ตูน นิยาย ไม่นับ ความไม่มีเหตุผลแบบหนึ่งที่พบบ่อยในหมู่คนไร้การศึกษาก็คือการคิดเข้าข้างตนเอง ทำให้เกิดความไม่รอบคอบ และสร้างปัญหานานาประการให้กับชีวิตของตนเอง

ไม่รับผิดชอบ

คืออาจเป็นเพราะไม่เข้าใจถึงผลของการกระทำอย่างถ่องแท้ จึงไม่รู้สึกว่าต้องรับผิดชอบต่อการกระทำนั้น ๆ ความไม่รับผิดชอบอาจแสดงออกมาได้หลายทาง เช่นชุ่ย มักง่าย ไม่รอบคอบ คิดทางเดียว (คือไม่มีการคิดเผื่อความผิดพลาด) หรือที่เลวร้ายที่สุดก็คือไม่ขวนขวายใส่ใจทำแม้แต่งานของตนเอง รวมทั้งหมดลงได้ที่ความไม่รับผิดชอบทั้งสิ้น

หากบุคคลใดก็ตาม
  1. หูเบา
  2. อคติจัด
  3. ไม่มีเหตุผล
  4. ขาดความรับผิดชอบ
ถึงจะเสียเวลาเล่าเรียนไปหลายปีก็น่าเสียดายว่าเวลาเหล่านั้นสูญเปล่า เพราะเป้าหมายของการศึกษาทุกระดับคือให้บุคคล
  1. ไม่ปักใจเชื่ออะไรง่าย
  2. วินิจฉัยสิ่งต่าง ๆ โดยปราศจากอคติ
  3. มีเหตุมีผล และ
  4. มีความรับผิดชอบในงาน
หากแม้ไม่เคยเข้าโรงเรียนเลย แต่ได้เรียนรู้จากโลกจนกระทั่งมีคุณสมบัติทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมานี้ ก็นับได้ว่าเป็นผู้มีการศึกษาอย่างแท้จริง และจะไม่สร้างปัญหาให้กับชีวิตของตนเองเกินว่าที่มันจะมีโดยธรรมชาติของชีวิต

ทั้ง 4 ข้อเป็นส่วนเสริมซึ่งกันและกันได้อย่างดี นั่นคือ คนที่รับผิดชอบต่อตนเองก็จะรอบคอบ คนที่รอบคอบ ย่อมไม่หูเบา เมื่อไม่หูเบาย่อมมีอคติน้อย เมื่อมีอคติน้อยก็มีเหตุผลมาก เมื่อมีเหตุผลมากก็จะรู้ว่าต้องรับผิดชอบ เมื่อรับผิดชอบก็รอบคอบ...

ในทางกลับกัน คนที่ไม่รับผิดชอบต่อตนเองย่อมไม่รอบคอบ คนที่ไม่รอบคอบย่อมหูเบา เมื่อหูเบาอคติก็เข้ามาได้ง่าย เมื่อมีอคติจัดย่อมกลายเป็นคนไร้เหตุผล เมื่อขาดเหตุผลก็ไม่รับผิดชอบ เมื่อไม่รับผิดชอบก็ไม่รอบคอบ...

เกณฑ์ 4 ข้อที่กล่าวมานี้ไม่เกี่ยวกับการเป็นคนดีหรือคนไม่ดี เพราะเราสามารถจินตนาการถึงคนที่มีคุณสมบัติของผู้มีการศึกษา 4 ข้อนี้ครบ แต่เอารัดเอาเปรียบคนอื่นได้

ผมเห็นต่างจาก อ. วิริยา ตรงที่ผมไม่คิดว่าเราจะเรียกคนเอารัดเอาเปรียบคนอื่นว่าไร้การศึกษา (แม้ว่าคนทำชั่วล้วนโง่ก็ตาม) เราเรียกคนพวกนี้ว่าคนชั่ว หรือคนไม่ดี ไม่น่าจะเรียกว่าเป็นคนไร้การศึกษาให้สับสนกัน เพราะปัญหาคนไร้การศึกษาแก้ได้ด้วยคุณธรรมชุดหนึ่ง ส่วนปัญหาคนชั่วต้องแก้ด้วยคุณธรรมอีกชุดหนึ่ง หากเอามาปนกันเวลาแก้ปัญหามันจะยุ่ง

ผมพบว่าการได้คิดในเรื่องเช่นนี้สนุกและมีประโยชน์มากทีเดียว หวังว่าข้อสรุปความคิดนี้คงจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่าน ขอขอบคุณผู้ตั้งคำถามด้วยใจจริงที่เปิดโอกาสให้มีโอกาสคิดในเรื่องนี้ ผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อตนเองต่อไปอย่างแน่นอน

[แก้ไข]

ผมขยายความจากหัวข้อรอบคอบให้กลายเป็นรับผิดชอบ เพราะรับผิดชอบกินความครอบคลุมมากกว่า

วันอาทิตย์, ตุลาคม 14, 2555

ความรู้คืออะไร?

มีนักศึกษาถามใน Facebook ว่าความรู้คืออะไร? เนื่องจากว่าคำตอบมันยาวเลยเอามาเขียนในบล๊อกดีกว่า จะได้อ่านง่ายและเก็บไว้ตอบนักศึกษารุ่นต่อ ๆ ไปได้ด้วย

ความรู้นั้นมีหลายระดับต่าง ๆ กันไป การศึกษาในแต่ละระดับก็คาดหวังผลสัมฤทธิ์เป็นความรู้ในระดับที่ต่าง ๆ กันด้วย จากประสบการณ์ + ความรู้ (ทั้งจากการอ่าน ความจำ การสังเกต การเก็บข้อมูล การคิดวิเคราะห์ การตีความ ฯลฯ) จะสาธายายได้ว่าความรู้มีหลายระดับดังต่อไปนี้

รู้แบบจำได้ คือเคยเห็น จำได้ เรียกว่ารู้แล้ว เช่นรู้ว่าอำเภอชนบทอยู่ในจังหวัดขอนแก่น เป็นต้น ความรู้เช่นนี้ต้องมีแหล่งความรู้ภายนอก เช่นอ่านหนังสือหรือแผนที่แล้วรู้ มีคนบอกแล้วรู้ ความรู้แบบนี้เป็นความรู้แบบรู้ข้อมูล ทั่ว ๆ ไปก็ใช้ความจำเป็นหลัก คนธรรมดาก็จะมีกลไกในการจำสิ่งที่สำคัญสำหรับตนเองเพียงพออยู่แล้ว

โดยปรกติแล้วความรู้ในระดับนี้มีมากก็นับได้ว่ารู้มาก แต่ไม่ได้แปลว่าเก่ง ถ้าเก่งก็ถือว่าเก่งเรื่องจำแม่นเท่านั้น

รู้แบบรู้จัก บ้างก็เรียกรู้จำ คล้าย ๆ กับรู้แบบจำได้ แต่ว่าการจำนั้นจะจำแบบลึกว่าการจำธรรมดา เช่นการเห็นหน้าเพื่อนแล้วรู้จักว่านี่คือเพื่อนเรา ไม่เคยต้องเอามาท่องแต่ก็จำได้ รู้แบบรู้จักนี้หากแม้นว่าหน้าเพื่อนจะเปลี่ยนไปบ้าง เช่นแก่ลง อ้วนขึ้น ไม่เหมือนเดิม เราก็ยังรู้จัก ความรู้ทางเทคนิคที่ใช้ความรู้แบบนี้ผมจัดหมวดหมู่ไว้ในกลุ่มความรู้พื้นฐาน เช่นกฏของโอห์มนี้คนที่เรียนวิศวกรรมไฟฟ้าไม่ควรจะต้องเอามาท่อง มันควรจะรู้แบบรู้จักแล้ว คือฝังลงไปในเส้นเลือดในไขสันหลังแล้ว สามารถหยิบมาใช้ได้แบบไม่รู้ตัวกันเลยทีเดียว ความรู้ในระดับนี้จะได้มาก็ด้วยการใช้ความจำบ่อย ๆ จนกระทั่งจำได้ลึกซึ้ง บางทีผมจะเรียกความรู้ในระดับนี้ว่าทักษะ

ความรู้ระดับนี้มีมากก็นับได้ว่ารู้มาก ยังไม่เรียกว่าเก่ง แต่เรียกได้ว่าเป็นคนคล่องแคล่วว่องไวในงาน และจะช่วยให้เรียนรู้ได้เร็ว เพราะจะทำอะไรก็ไม่เสียเวลาเปิดคู่มือ เปิดตำรา สามารถหยิบใช้ความรู้นี้ได้ทันที

รู้แบบเข้าใจ ภาษาไทยนี้ตรงตัวที่สุด คือมันเข้าไปในใจเลย เปรียบเหมือนจอมยุทธ์ที่ฝึกท่าร่างมาดีแล้ว เมื่อต่อสู้จริงจะใช้กระบวนท่าออกมาได้โดยไม่ต้องท่อง ไม่ต้องคิดถึงคำภีร์หรือตำราอะไร เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นอยู่ในใจอย่างสมบูรณ์แล้ว จะถึงขั้นนี้ได้ข้อมูลทุกอย่างที่รู้ หรือจำได้จะต้องเชื่อมโยงกันตามหลักเหตุและผล ความรู้แบบเข้าใจนี้เมื่อมีแล้วสามารถทำนายผลลัพธ์ของปรากฏการณ์ใหม่ ๆ ได้จากความรู้เดิม ๆ เช่นเรารู้ว่า อำเภอเมืองชุมพร อยู่จังหวัดชุมพร ดังนั้นอำเภอเมืองขอนแก่นก็ย่อมจะต้องอยู่ในจังหวัดขอนแก่น ไม่ต้องรอให้ใครมาบอก ไม่ต้องรออ่านจากตำรา แต่รู้ได้เพราะเข้าใจกลไกการตั้งชื่ออำเภอเมืองนั่นเอง

รู้ระดับนี้หากมีมากก็นับได้ว่ารู้มาก แต่ก็ยังไม่เรียกว่าเก่ง เพียงเรียกได้ว่าเป็นคนหัวไวเท่านั้น

ความรู้ทั้ง 3 ระดับนี้ส่งเสริมและพึ่งพาซึ่งกันและกันเสมอ ขาดระดับใดระดับหนึ่งไปไม่ได้ เปรียบดังหินเส้าไฟซึ่งต้องมีพร้อม 3 เส้าไม่อย่างนั้นก็ตั้งเตาไม่ได้

คนที่หัวไว แต่จำเรื่องพื้นฐานไม่ได้จะเรียนในระดับสูงได้ยาก เพราะจำอะไรไม่ใคร่ได้
คนที่มีทักษะเพราะทำมาก แต่หัวไม่ไวนักก็จะเรียนระดับสูงก็ต้องใช้เวลานาน เพราะเชื่อมโยงกลไกระดับลึกซึ้งไม่ได้
คนที่มีความจำดี แต่ไม่ค่อยซ้อมก็จะขาดทักษะ เหมือนช่างมีเครื่องมือเยอะในกล่องแต่ไม่รู้ว่าอะไรอยู่ที่ไหนในกล่อง


กลไกการส่งเสริมกันของความรู้ทั้ง 3 ระดับจะเป็นเช่นนี้คือ
  • เริ่มต้นเรียนรู้ด้วยการทำความรู้จัก ชื่อ ของสิ่งต่าง ๆ ที่เราสนใจให้ได้มากที่สุดก่อน เช่นชื่อของอุปกรณ์ ชื่อของสารเคมี ชื่อของกระบวนการ ฯลฯ ผมเชื่อว่าหากเรารู้จักชื่อของมันเราจะควบคุมมันได้ จึงสำคัญที่เราจะต้องรู้จักชื่อของสิ่งต่าง ๆ ในแวดวงที่เราสนใจอย่างถูกต้อง นี่เป็นเรื่องความจำ
  • ในบรรดาชื่อทั้งหลาย เราย่อมสังเกตได้ว่ามีบางชื่อปรากฏอยู่บ่อยกว่าชื่ออื่น แสดงว่านั่นเป็นชื่อที่สำคัญ หัวข้อที่เราสนใจจะต้องเกี่ยวกับชื่อนี้มาก ให้มองหา เนื้อเรื่อง (Story) ในหัวข้อนั้น ๆ ว่าหัวข้อนี้ต้องการบอกอะไรเรา อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล และส่วนต่าง ๆ ในหัวข้อนี้มันเชื่อมโยงกันอย่างไร นี่เป็นเรื่องความเข้าใจ ขอย้ำว่าให้มองหาเนื้อเรื่องไม่ใช่สมการ นักเรียนที่เรียนด้วยการจำสมการไปทั้งดุ้นมักจะมีปัญหากับการเรียนในวิชาระดับสูงเสมอ
  • เมื่อเข้าใจเนื้อเรื่องแล้วจึงค่อยวิเคราะห์สูตร ว่ามันสนับสนุนเนื้อเรื่องของเราอย่างไร นี่ก็ยังเป็นเรื่องความเข้าใจ เพียงแต่ขั้นตอนนี้เราเชื่อมเนื้อเรื่องของเราเข้ากับสมการคณิตศาสตร์เพื่อพร้อมใช้งาน
  • เมื่อเข้าใจแล้วก็ทดลองแก้ปัญหาเพื่อพัฒนาทักษะ ในกระบวนการนี้เราจะเจอทั้ง ชื่อ กลไก สัญลักษณ์และสมการบางอย่างซ้ำ ๆ กันแต่พลิกไปพลิกมาอยู่ในรูปต่าง ๆ กัน การพัฒนาทักษะเช่นนี้จะช่วยให้เรารู้จักสิ่งต่าง ๆ ในรูปแบบที่แปลกไปจากที่ปรากฏในตำราได้ (คือปลอมตัวมาก็หลอกเราไม่ได้เพราะเรารู้จักมันแล้ว) นี่เป็นเรื่องทักษะ
  • ทุกขั้นตอนไม่มีลำดับชัดเจน จะเรียงกลับไปกลับมาอย่างไรก็ได้ 
อยากจะเน้นย้ำว่าการเรียนรู้จะต้องเดินผ่านกระบวนการเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่าจะเกิดการทะลุขึ้นในหัว (ร้องอ๋อ) ซึ่งนักศึกษาจะได้มาจากการใคร่ครวญปัญหาด้วยตนเองเท่านั้น คนอื่นไม่สามารถช่วยได้เลย สิ่งที่คนอื่นบอกเราได้เป็นเพียงข้อมูล (Information) เท่านั้น แต่ความรู้ (Knowledge) จะต้องเกิดขึ้นมาในหัวเราด้วยตัวเราเองเท่านั้น

หวังว่าบันทึกเรื่องนี้คงจะเป็นประโยชน์สำหรับนักศึกษาที่กำลังหลงทางและเรียนแบบผิดวิธีอยู่ (จำสูตรไปสอบ)

อ้อ ลืมไป ในตอนต้นได้บอกไปว่ารู้ทั้ง 3 ระดับยังไม่เรียกว่าเก่งแล้วอย่างไรจึงจะเรียกว่าเก่ง สำหรับผมแล้วคนที่จะเรียกว่าเก่งได้ก็คือคนที่สามารถประสานความรู้ทั้ง 3 ระดับและสามารถนำความรู้นั้นมาใช้ทำงานได้ ใช้แก้ปัญหาได้ ใช้สร้างสรรค์ผลงานจริง ๆ ออกมาได้ นั่นจึงจะเรียกได้ว่าเก่งจริงครับ

วันศุกร์, กันยายน 09, 2554

วิธีการสอนในเทอมนี้ ดูเหมือนจะได้ผลดี

จากที่เคยบ่น ๆ ไว้เรื่องคำพูดของ George Bernard Shaw เมื่อสักพักใหญ่ ๆ มาแล้ว ก็อย่างที่บอก ไม่ใช่ทุกคนที่สอนได้ อันนี้ไม่ใช่หยิ่ง จองหองนะ มันเหมือน ๆ กับว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะทำอาหารอร่อยนั่นแหละ ดังนั้นคนที่ทำอาหารอร่อยควรจะภูมิใจฉันใด คนที่สอนได้และโดยเฉพาะที่สอนได้ดี ก็ควรจะภูมิใจด้วยเช่นกันฉันนั้น

ในภาคเรียนนี้ (๑/๒๕๕๔) ผมได้ประมวลความบกพร่องในการสอนจากภาคเรียนก่อน ๆ เข้าด้วยกันพบว่า ความบกพร่องของผมก็คือ
  • ให้เวลาน้อยเกินไปกับคนที่ตั้งใจเรียน อยากเรียน อยากรู้
  • ให้เวลามากเกินไปกับคนที่ไม่ตั้งใจเรียน ไม่ได้อยากเรียน ไม่ได้อยากรู้
  • เอาเรื่องพื้นฐานที่ควรให้นักเรียนขบคิดเอง ไปสอนอย่างละเอียดในห้องเรียน ส่งผลให้คนที่เรียนได้เร็วจะเบื่อ ในขณะที่คนที่เรียนได้ช้าก็จะงง
ภาคเรียนนี้เลยคิดอีกวิธีหนึ่งออกมา ก็คือ ในส่วนคะแนนเก็บ ผมไม่เช็คชื่อแล้ว แต่ผมจะกำหนดชั่วโมงเข้าพบไว้ ทำเป็นตารางแน่นอนไว้สัปดาห์ละ ๓ ชั่วโมง ในภาคเรียนนี้นักศึกษาจะต้องมาพบผมเพื่อถามคำถาม ๘ ครั้งตาม ๘ หัวข้อในบทเรียนภายในเวลาที่กำหนด

นั่นหมายความว่า หากไปถามข้างทาง จะไม่ได้รับการเช็คชื่อ ถามนอกเวลาที่กำหนดให้ถามจะไม่ได้รับการเช็คชื่อ ถามเกินได้ แต่ไม่เช็คชื่อเกินให้ เช็คชื่อให้แค่ บทละ ๑ ครั้งเท่านั้น และผมให้สามารถเข้ามาตั้งคำถามได้พร้อม ๆ กันครั้งละ ๔ - ๕ คน คำถามเดียวก็ได้จะเช็คชื่อให้ทุกคน

ผลตอบรับที่ได้นับว่าดี กล่าวคือ
  • คนที่ต้องการถาม มีเวลาแน่นอนที่จะเข้ามาถามผม ไม่ต้องรอดูว่าผมอยู่ที่ห้องทำงานหรือเปล่า
  • คนที่ไม่เคยถามเลย มีจำนวนหนึ่งที่ครั้งแรก ๆ มาถามตามเพื่อนเฉย ๆ (คือไม่ได้ตั้งคำถามเอง) พออยู่ในบรรยากาศการซักถามของเพื่อน ๆ สักพักจะเริ่มสนุกกับการถาม และครั้งต่อ ๆ มาก็สามารถตั้งคำถามเองได้ และได้เรียนรู้คุณค่าของการถาม
  • เนื้อหาที่สอนในห้องเรียน แม้จะเพียงพอกับการสอบ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดที่อยากถ่ายทอด มีนักศึกษาที่เรียนรู้ได้เร็วจำนวนหนึ่งมาเรียนรู้เพิ่มเติมในชั่วโมงที่เปิดให้ถาม
  • สุดท้ายตัวผมเองก็ได้เรียนรู้จากคำถามของนักเรียนเช่นกัน ทั้งในแง่ของตัววิชาเอง และในแง่ของการสอนว่าในชั่วโมงที่ผ่านมานั้นการสอนพลาดประเด็นสำคัญอะไรไปหรือไม่ มันจะสะท้อนออกมาในคำถามของนักศึกษานั่นเอง
จุดอ่อนของภาคเรียนนี้ก็คือการสั่งงานเขียนโปรแกรมที่ที่สุดแล้วก็ตรวจและให้ Feedback กับนักเรียนไม่ทันการณ์ ซึ่งต้องหาทางปรับปรุงต่อไปในอนาคต ใจอยากให้ทำเป็นโครงงานเล็ก ๆ มากกว่าให้โจทย์ แต่ไม่มั่นใจว่าจะดูแลนักศึกษาได้ทั่วถึง และเนื้อหาของโครงงานก็อาจไม่ครอบคลุม หากนักศึกษาได้มาอ่านและมีข้อเสนอแนะใด ๆ ก็ขอให้ทิ้งข้อความไว้ก็แล้วกันครับ ยังไง ๆ ก็น่าจะเป็นประโยชน์กับรุ่นน้องต่อไป

ความพ่ายแพ้ที่มาในคราบของชัยชนะ

ในสัปดาห์นี้มีข่าว (น่าจะ) ดีสำหรับครอบครัวอยู่อย่างหนึ่ง คือผมได้รับตำแหน่งวิชาการแล้ว

เป็นเรื่องที่หัวเราะไม่ออก ร้องไห้ไม่ได้ เพราะจิตใจออกจะสับสนอยู่บ้างว่าอันที่จริงแล้วมันเป็นข่าวดีหรือข่าวร้ายกันแน่ เหตุผลที่ผมสับสนก็เพราะอันที่จริงแล้ว การที่ผมขอตำแหน่งวิชาการนี้ก็เพราะมหาวิทยาลัย "บังคับ" ให้พนักงานมหาวิทยาลัยทุกคนขอตำแหน่งวิชาการภายในเวลา ๗ - ๘ ปี หลังจากการบรรจุ มิฉะนั้นจะไม่ต่อสัญญา สิ่งที่ผมคิดไม่ออกก็คือการมีผู้ช่วยศาสตราจารย์เยอะ ๆ หรือรองศาสตราจารย์เยอะ ๆ หรือศาสตราจารย์เยอะ ๆ มันทำให้มหาวิทยาลัยดีขึ้นอย่างไรจึงทำถึงขนาดต้องบังคับกัน

พูดง่าย ๆ ก็คือผมไม่ชอบถูกบังคับให้ขอตำแหน่ง พอ ๆ กับที่ผมเชื่อว่านักศึกษาไม่ชอบถูกบังคับให้ทำกิจกรรมนั่นแหละ

ผมมีอคติกับวิธีคิด และกระบวนการในการขอตำแหน่งเกือบทุกขั้นตอน ตั้งแต่นโยบายการวัดระดับของมหาวิทยาลัยด้วยจำนวนผู้ดำรงตำแหน่งวิชาการ การเขียนระเบียบที่คลุมเครือ ไม่รัดกุม การตีความไม่สมเหตุสมผลในการระบุประเภทและองค์ประกอบของผลงาน ที่มาของการตัดสินผลงานว่าจะรับประเมินผลงานแบบไหน เกณฑ์ที่เกินเกณฑ์ (Over Spec.) ความไม่ชัดเจนในเรื่องเกณฑ์คุณภาพผลงาน ต้องทำไปแบบเดาใจผู้ประเมิน ซึ่งจะเป็นใครก็ไม่รู้ จะใช้เกณฑ์อะไรก็ไม่รู้ ฯลฯ ผมไม่พอใจกับขั้นตอนไหน ๆ ของมันแม้แต่ขั้นตอนเดียว

แม้จะมีอคติกับมันขนาดไหน แม้จะไร้สาระ ไม่สมเหตุสมผลสักเพียงใด ที่สุดแล้วผมก็ต้องยอมทำตามมันไปจนสิ้นสุดกระบวนการตามระเบียบเสร็จสิ้นและได้ตำแหน่งวิชาการนี้มา

ความสำเร็จ (?) ครั้งนี้ ในทางหนึ่งก็เป็นความสบายใจว่าไม่ต้องกังวลเรื่องต่อสัญญาแล้ว ในอีกทางหนึ่งตำแหน่งนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งการยอมแพ้ต่อสิ่งที่เราไม่เชื่อมั่น ไม่เห็นประโยชน์ ไม่เห็นด้วย ไม่ได้แตกต่างไปจากคนอื่น ๆ ที่เราดูแคลน นับเป็นความอัปยศในใจอย่างหนึ่ง

อาจยิ่งแย่กว่าด้วยซ้ำ เพราะเรามองเห็นและเชื่อว่าว่ามีสิ่งไม่ถูกต้อง ไม่สมเหตุสมผล เกิดขึ้นในระบบ แต่เราก็ยอมแพ้ต่อมันเพื่อเอาตัวรอด เราจะยังกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นครูบาอาจารย์อยู่อีกหรือ?

อย่างไรก็ตามก็ต้องขอขอบคุณผู้สนับสนุนทุก ๆ ท่าน ที่ให้ความช่วยเหลือ กำลังใจและคำแนะนำตลอดกระบวนการ ผมซาบซึ้งจากใจจริงในความหวังดีและเป็นห่วงของทุกท่านครับ

วันอังคาร, กันยายน 06, 2554

เรียนรู้จากการตรวจข้อสอบ

ผ่านไปแป๊บเดียวถึงฤดูกาลตรวจข้อสอบอีกแล้ว รอบนี้ตรวจง่าย จากการตรวจข้อสอบพบว่ามีนักศึกษาอยู่ 4 กลุ่ม คือ
  1. กลุ่มที่รู้ว่าต้องทำอะไร และทำสิ่งนั้นได้
  2. กลุ่มที่รู้ว่าต้องทำอะไร แต่ทำสิ่งนั้นไม่ได้
  3. กลุ่มที่จะให้ทำอะไรก็ทำได้ แต่กลับไม่รู้ว่าต้องทำอะไร
  4. กลุ่มที่ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ทำไม่ได้ และไม่รู้ด้วยว่าต้องทำอะไร
สำหรับผมแล้ว กลุ่มที่ 1 ไม่น่าห่วง เพราะเขาเตรียมตัวมาดีแล้ว
กลุ่มที่ 2 ไม่น่าห่วง เพราะถ้าจำเป็นเขาสามารถหาข้อมูลประกอบมาช่วยแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าปัญหาคืออะไร และควรจะแก้ไขอย่างไร
กลุ่มที่ 4 ก็ยังไม่ห่วง เพราะเขาอาจจะไม่เหมาะกับสายงานนี้แต่แรก แต่อาจจะไปได้ดีในสายงานอื่น ๆ ซึ่งอาจพบในภายหลัง

กลุ่มที่ผมเป็นห่วงมากที่สุดกลับเป็นกลุ่มที่ 3 คือกลุ่มคนที่รู้ว่าวิธี ก. ทำอย่างไร วิธี ข. ทำอย่างไร แต่ไม่รู้อย่างลึกซึ้งถึงธรรมชาติของกรรมวิธี ทำให้เมื่อประสบปัญหาแล้วไม่รู้ว่าเมื่อใดจะต้องใช้วิธี ก. และเมื่อใดจะต้องใช้วิธี ข. และกรรมวิธีต่าง ๆ เหล่านี้จะเชื่อมโยงกันเพื่อแก้ปัญหาโดยรวมได้อย่างไร

ถ้าบอกว่า ให้ทำวิธี ก. ซิ เขาก็จะทำได้ ถ้าบอกว่าให้ทำวิธี ข. ซิ เขาก็จะทำได้ แต่ถ้ามีปัญหามาให้และให้แก้ปัญหา ด้วยความที่ไม่รู้ ไม่เข้าใจธรรมชาติของปัญหารวมทั้งธรรมชาติของการแก้ปัญหาอย่างลึกซึ้ง จึงไม่สามารถเลือกใช้กรรมวิธีการแก้ปัญหาต่าง ๆ ไปตามลำดับอย่างที่ควรจะเป็นได้

ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญที่สุด

ดังนั้นการสอนต่อจากนี้ไป จะเป็นการฝึกฝนให้นักศึกษารู้ว่าต้องทำอะไร และรู้ว่าสิ่งที่ต้องทำนั้น ทำอย่างไร และการสอบต่อจากนี้ไปจะเป็นการประเมินเพื่อจำแนกว่านักศึกษาแต่ละคน ๆ ที่เข้าสอบนั้นเป็นนักศึกษากลุ่มใด สำหรับผมแล้ว กลุ่ม 1 คือ A กลุ่ม 2 คือ B กลุ่ม 3 คือ C และกลุ่ม 4 คือ F

ส่วนข้อสอบจะยากขึ้นหรือง่ายลงนั้นก็แล้วแต่ความคิดของแต่ละคน ว่าที่ปรับปรุงแล้วนี้จะถือว่ายากขึ้นหรือว่าง่ายลง

วันศุกร์, มีนาคม 04, 2554

ปัญหาของระบบการศึกษาของเรา

บอกกันก่อน ว่านี่คือความคิดเห็นส่วนตัวของผม แลกเปลี่ยนกันได้ แบ่งปันข้อมูลและประสบการณ์กันได้ เมื่อผมรู้อะไร ๆ มากขึ้น ความคิดผมก็อาจเปลี่ยนได้ ผมไม่ดื้อหรอกครับ เฮอะ เฮอะ
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เรื่องของเรื่องก็คือเมื่อสักสัปดาห์ที่แล้วได้พูดคุยกับรุ่นพี่ที่เคารพท่านหนึ่งเกี่ยวกับระบบการศึกษาของเรา หลังจากนั้นก็นำมาคิดต่อและได้ข้อสรุปในใจที่อยากจะบันทึกไว้ ผมคิดว่าปัญหาของการศึกษาของเราเกิดจากสาเหตุไม่กี่ประการ ได้แก่
  1. ผู้มีความรู้ และมีอำนาจ ท่านมีความสามารถระบุสาเหตุของปัญหาได้ถูกต้อง แต่เวลาจะแก้ปัญหาไม่แก้ที่ต้นเหตุ คอยแต่จะออกกฏออกระเบียบต่าง ๆ มาแก้ที่ปลายเหตุ
  2. ขาดความเป็นตัวของตัวเองในการแก้ปัญหา
  3. ใคร ๆ ก็อยากทำงานใหญ่ ๆ ไม่มีใครใส่ใจกับงานเล็ก ๆ ที่มีความจำเป็นอย่างแท้จริง
  4. คิดว่ากรุงเทพฯ คือประเทศไทย ประเทศไทยคือกรุงเทพฯ 
  5. ดื้อ
ผมอยากจะระบายความรู้สึกในประเด็นต่าง ๆ ข้างต้นดังต่อไปนี้

การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุโดยใช้อำนาจ
ผู้บริหารในระบบการศึกษาเท่าที่ผมได้รับผลกระทบโดยตรง (จากรัฐบาล จากกระทรวงศึกษา จาก กพร. จาก สกอ. จากสภาวิศวกร จากมหาวิทยาลัย จากคณะฯ และจากภาควิชาฯ) มักจะมองปัญหาเล็ก ๆ เป็นเรื่องใหญ่เกินจริง ยินดีใช้เวลาและทรัพยากรไปกับการออกกฏระเบียบมาเพื่อ "กลบฝัง" สิ่งที่ท่าน ๆ ทั้งหลายไม่ต้องการจะเห็น เช่น
  • ไม่อยากจะเห็นนักศึกษาเอาแต่เรียน จึงออกระเบียบมาบังคับให้นักศึกษาต้องทำกิจกรรม บางมหาวิทยาลัยบังคับให้ทำกิจกรรมไม่ได้ จะเป็นเพราะนักศึกษาไม่ยอมหรือท่านอายเองก็เหลือจะเดา ท่านก็เลยแอบเอาไปไว้ในหลักสูตรเป็นวิชาหนึ่งไปเสียเลย ท่านแน่ใจหรือครับว่าท่านแก้ปัญหาที่ต้นเหตุแล้ว?
  • ไม่อยากจะเห็นนักศึกษาเรียนและรู้แต่เฉพาะวิชาชีพของตน อยากให้นักศึกษามีความรู้รอบตัวกว้างขวาง จึงออกระเบียบให้ต่อไปนี้เป็นต้นไป ทุกหลักสูตรจะต้องมีรายวิชาศึกษาทั่วไปรวม 30 หน่วยกิต เบียดรายวิชาชีพไป 1 ภาคการศึกษา ท่านแน่ใจหรือครับว่าท่านแก้ปัญหาที่ต้นเหตุแล้ว? (อยากจะถามด้วยซ้ำไปว่าท่านแน่ใจหรือครับว่าท่านไม่ได้สร้างปัญหาอื่นขึ้นมาอีก)
  • สภาวิชาชีพเป็นห่วงว่าจะมีสถาบันการศึกษา ลักไก่ขออนุมัติหลักสูตรที่สถาบันไม่พร้อมจะสอน ท่านเลยเพิ่มระเบียบให้เข้มข้นขึ้นคือเพิ่มวิชาบังคับมันซะเลย เอ๊ะ!!?? ไอ้ที่มันลักไก่อยู่ได้นี่เพราะระเบียบมันไม่เข้มข้นเหรอครับ คนตรวจสถาบันก็ตัวท่านเองนะครับ ท่านไม่อยากให้ลักไก่ท่านก็ตรวจดี ๆ ซิครับ ท่านแน่ใจหรือครับว่าท่านแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุแล้ว?
  • อาจารย์มีตำแหน่งวิชาการจำนวนน้อย อยากจะเพิ่มจำนวน ผศ. รศ. สนับสนุนมันยากครับ บังคับกันง่ายกว่า ใครที่เป็นพนักงาน ถ้าไม่ทำให้เรียบร้อยภายใน 8 ปี จะไม่ต่อสัญญา ผมมองเห็นความหวังดีอยู่ แต่ว่าการที่อาจารย์ไม่ได้ขอตำแหน่งวิชาการนี่มีสาเหตุจากอะไรกันแน่ครับ แล้วไอ้การออกเป็นกฏออกมานี่มันแก้อะไรที่ต้นเหตุบ้างหรือเปล่า อันนี้ก็ยังสงสัยอยู่ครับ
ถ้ามองในแง่ดีนะครับ ก็มองว่าคณะผู้มีอำนาจอาจยังไม่ทราบว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไรและเหตุของมันคืออะไร ถ้ามองในแง่ร้าย ก็มองได้ว่าอันที่จริงอะไรเป็นอะไรนั้นทราบดีอยู่ แต่ท่าน ๆ มีวาระซ่อนเร้น มีผลประโยชน์แอบแฝง จึงทำเป็นมองไม่เห็นว่า กฏ ระเบียบ ที่ออกมาบังคับใช้นั้น มันไม่ได้แก้ปัญหา แต่มันสร้างปัญหาเพิ่ม ท่านครับ คนเราเกิดมาเดี๋ยวก็ตายแล้ว ท่านปู้ยี่ปู้ยำกับระบบการศึกษาของประเทศโดยมีวาระซ่อนเร้น มีเด็ก ๆ ได้รับผลกระทบมากมาย บางอย่างมีผลกับอนาคตของเขาอย่างมาก ท่านไม่กลัวบาปกลัวกรรมหรือครับ?
 
ขาดความเป็นตัวของตัวเอง
ผู้บริหารในระบบการศึกษาเท่าที่ผมได้รับผลกระทบโดยตรง (จากรัฐบาล จากกระทรวงศึกษา จาก กพร. จาก สกอ. จากสภาวิศวกร จากมหาวิทยาลัย จากคณะฯ และจากภาควิชาฯ) มักจะนิยมใช้เครื่องมือตามสมัยนิยม (จากต่างประเทศ) โดยไม่ใตร่ตรองว่ามันใช้การได้จริงในวัฒนธรรมการทำงานของสังคมของเราหรือไม่ เช่น
  • ท่านเห็นว่านักศึกษาอ่อนภาษาอังกฤษ ท่านอยากให้นักศึกษาเก่งภาษาอังกฤษขึ้น ท่านเลยจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ ทั้ง ๆ ที่หลักสูตรไม่ใช่หลักสูตรในภาษาอังกฤษ ท่านแน่ใจหรือครับว่านักศึกษาของเราอ่อนภาษาอังกฤษ?

ผมคิดว่านักศึกษาไม่ได้อ่อนแต่เฉพาะภาษาอังกฤษครับท่าน นักศึกษาของเราอ่อนภาษาไทยด้วย ถ้านักศึกษาไม่สามารถอ่านภาษาไทยและจับใจความสำคัญให้ได้ ไม่สามารถเรียบเรียงประโยคภาษาไทยได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล เราไปให้เขาขนเรียนภาษาอังกฤษไป 9 หน่วย 12 หน่วย จะมีประโยชน์อันใดครับ?
ผมคิดว่าก่อนจะเป็นบัณฑิตที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีนั้น เขาจะต้องเป็นบัณฑิตที่ใช้ภาษาคนให้ได้ดีก่อนครับ ดังนั้นผมจึงขอเสนอว่าถ้าจะบังคับเรียนภาษาอังกฤษ สู้บังคับเรียนภาษาไทยดีกว่า เหมือนที่เวลาท่าน ๆ ทั้งหลายไปเรียนเมืองนอกแล้วก็ต้องเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการเขียนนั่นแหละครับ ฝรั่งเขาก็มาเรียนกับท่านด้วยใช่ไหมเล่า
  • ท่านเห็นว่าเดี๋ยวนี้มี e-Learning ใช้กัน ท่านก็เลยอยากให้อาจารย์ใช้ e-Learning กันมั่ง โชคยังดีว่าตอนนี้แค่ "สนับสนุน" ให้ใช้ แต่เผลอ ๆ จากประสบการณ์ เดี๋ยวก็บังคับกันจนได้ว่าทุกวิชา "ต้อง" มี e-Learning ไม่ว่ามันจะจำเป็นหรือไม่ มีประสิทธิผลหรือไม่ เหมาะสมกับแนวทางการสอนของอาจารย์หรือไม่
ผมคิดว่าจะ e-Learning จะ Social Media จะ Student Center จะ Project Based จะ Problem Based จะ KPI จะวิจัยในชั้นเรียน สุดท้ายมันก็แค่เครื่องมือครับ ไม่มากไปกว่านั้น ไม่น้อยไปกว่านั้น

ผมได้มีโอกาสอ่านประวัติคณาจารย์รุ่นเก่าหลาย ๆ ท่านที่เกษียณอายุราชการไป แล้วลูกศิษย์ลูกหาก็ช่วยกันทำหนังสือที่ระลึกให้อาจารย์ สิ่งที่ท่านลงมือทำมาตั้ง 30 - 40 ปีมาก่อน สอดคล้องกับแนวทางการศึกษาสมัยใหม่ทุกประการ แต่ท่านก็ใช้เครื่องมือตามยุคสมัย ตามความพร้อม ตามความเหมาะสม และที่สำคัญคือ ทำด้วยหัวใจและวิญญาณของคนเป็นครู ไม่ใช่ว่าพอมีอะไรใหม่เข้ามาปั๊บ จะต้องกระโดดใส่ทันที กระโดดใส่คนเดียวไม่พอ ยังต้องบังคับให้คนอื่นทำเหมือน ๆ กันด้วย (ฉันจะได้เป็นผู้นำ?)

ผมคิดว่าการกะเกณฑ์ให้ใครต่อใครมาเดินตามเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งเส้นทางเดียว มันกัดกร่อนจิตใจและวิญญาณของครูลงไป เพราะอิสระมันไม่มี มันก็กัดกร่อนจนหมด หมดแล้วก็กลับมาตำหนิครูอีก ว่าไม่มีวิญญาณความเป็นครู ไม่ทุ่มเทการสอน ... โอ้โหเพ่ ดูมั่งเด่ะ ว่าให้อิสระเขาในการสอนขนาดไหน ขนอะไรที่เขาไม่รู้จัก ไม่ชิน ไม่เหมาะ ไปให้เขาทำมั่งล่ะ ถ้าไม่ทำก็จะเสียโอกาส

ถึงบรรทัดนี้ บางคนอาจนึกแย้งในใจว่า เอ๊ะ เขาก็ไม่ได้บังคับนี่นา ผมมีอคติเกินไปหรือเปล่า อืม...อาจจะใช่ก็ได้ครับ คือว่าผมน่ะมีความคิดอย่างนี้ครับ
  • ตอนนี้ไม่บังคับ รอสักพัก เผลอ ๆ เดี๋ยวก็บังคับ
  • ตอนนี้ไม่บังคับทางตรง แต่ก็ถือว่าบังคับทางอ้อม เช่น คนที่ไม่ได้ใช้เครื่องมือตามนี้ ๆ (เช่น e-Learning) เวลาถูกประเมิน ก็จะได้คะแนนต่ำกว่าคนที่มี ส่วนคนที่ไม่มี เขาจะใช้แนวทางอื่น หรือเครื่องมืออื่น ก็อาจจะได้รับน้ำหนักน้อย หรือไม่มีน้ำหนักเลยก็ได้ อย่างนี้ไม่บังคับก็เหมือนบังคับ เพราะถ้าไม่ทำตาม ก็จะได้รับโอกาสน้อยกว่าคนอื่น ๆ
เครื่องมือก็คือเครื่องมือ ผมคิดว่าครูบาอาจารย์ท่านน่าจะได้รับอิสระที่จะเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับแนวทางการเรียนการสอนของท่าน โดยไม่สูญเสียโอกาสอันเนื่องจากการไม่เลือกเครื่องมือที่กำหนด เพื่อให้จิตวิญญาณของครูไม่ถูกกัดกร่อนไปด้วยระบบการประเมินที่คับแคบ ไม่รอบด้าน ไม่เป็นธรรม และขาดความเป็นตัวของตัวเอง
  • มีบทความวิจัยน้อย เลยกำหนดมันซะเลยว่าจะจบโทต้องมีกี่เปเปอร์ จะจบเอกต้องมีกี่เปเปอร์ เอาเปเปอร์เป็นตัวตั้ง
เรื่องตลกก็คือพอมหาวิทยาลัยมันเยอะขึ้น สนามที่จะให้เปเปอร์ออกมันไม่พอ ก็เลยจัดพิมพ์วารสารขึ้นมาเอง จัดงานประชุมวิชาการขึ้นมากันเองซะเลย จะดันออกนอกประเทศก็ไม่ได้เพราะคุณภาพมันเท่าเดิม ก็เลยมีวารสารวิชาการ ประชุมวิชาการเยอะแยะไปหมด
  • ซ้ำร้าย การประเมินมหาวิทยาลัย ก็มีหัวข้อว่าด้วยการจัดประชุมวิชาการระดับชาติและระดับนานาชาติมาเป็นตัววัดเพิ่มเข้าไปอีก (ไม่มีไม่ได้...อายเค้า)
เราก็เลยมีประชุมวิชาการระดับชาติและระดับนานาชาติเกิดขึ้นเยอะแยะไปหมด เรามีมหาวิทยาลัยเป็นร้อยมหาวิทยาลัย ทุกมหาวิทยาลัยก็อยากได้ผลประเมินสูง ๆ ทุกคนก็เลยจัดกันคนละงานสองงานเป็นประจำทุกปี ดู ๆ ไปแล้วก็ครึกครื้นดีนะครับ

งานเล็ก ๆ ไม่ งานใหญ่ ๆ เอา
ด้วยวิธีการประเมินแบบที่ผมวิจารณ์ไว้ข้างต้น เราได้สร้างบุคลากรอีกประเภทหนึ่งขึ้นมา ก็คือบุคลากรที่คอยมองว่า ประเด็นหรือหัวข้อการประเมินคืออะไร แล้วก็จะ ทำตามที่เขาจะประเมิน บุคลากรส่วนนี้ก็จะไม่ยินดีทำงานที่จำเป็นต้องมีคนทำ (แต่ไม่เกี่ยวกับการประเมิน)
  • ถ้าการประเมินเน้นวิจัย ท่านก็จะไปวิจัย
  • ถ้าการประเมินบอกว่าต้องมี e-Learning ท่านก็จะสร้าง e-Learning
  • การประเมินไม่ได้บอกว่าท่านต้องจัดกิจกรรมให้เด็ก ๆ (ซึ่งถูกมหาวิทยาลัยบังคับให้ทำตามกำหนด) ท่านก็จะปฏิเสธงานกิจกรรม
  • การประเมินไม่ได้บอกว่าท่านต้องช่วยงานอื่น ๆ ของคณะ เช่นกรรมการดูงาน กรรมการฝึกงาน กรรมการซ้อมบัณฑิต กรรมการพิจารณาทุนการศึกษา อาจารย์ที่ปรึกษาชมรม ท่านก็จะปฏิเสธงานเหล่านั้น
ผมคิดว่าองค์กรทั้งหลาย จะตั้งดำรงอยู่ได้และจะเติบโตได้อย่างยั่งยืน งานทั้งเล็กและใหญ่ล้วนสำคัญทั้งสิ้น ผมคิดว่า ใด ๆ แตกต่างกันด้วยรายละเอียด คิดโปรเจ็คพันสองร้อยล้านมันไม่ยากหรอกครับ มันยากตอนทำจริง ๆ และต้องแก้ปัญหาในรายละเอียดนั่นแหละ แต่รายละเอียดพวกนี้มันงานเล็กครับ ถ้าท่าน ๆ มาทำเองมันคงจะเสียเวลาท่านสินะครับ

กรุงเทพฯ คือประเทศไทย
ตามนั้นเลยครับ
  • คิดว่าเด็ก ๆ ทุกคนเข้าถึงอินเตอร์เนตได้โดยสะดวก เชิญมาต่างจังหวัดบ้างนะครับ
  • คิดว่าโรงเรียนมีความพร้อมเหมือนโรงเรียนในเมือง ผมเคยไปเยี่ยมโรงเรียนหนึ่ง ทั้งโรงเรียนมีครูอยู่ 7 คน ผมจำไม่ได้ว่าสอนกี่ชั้น แต่ครูทุกคนต้องช่วยกันทำทุกอย่าง ตั้งแต่บัญชีครุภัณฑ์ รายรับรายจ่าย ประกันคุณภาพ กิจกรรมนักเรียน อาหารกลางวัน ดูแลห้องคอมพ์ (บริจาค) ฯลฯ มีอยู่วันหนึ่งนั่งดูรายการโทรทัศน์ นักวิชาการการศึกษามาพูด "สับ" ครูในห้องส่งว่า ครูมักง่าย สอนแบบขนมชั้น จบไปเป็นแถว ๆ ไม่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ใช้ศักยภาพของตนเองเต็มที่ ผมยังนึก ๆ  อยู่ว่าคนพูดนี่เคยออกมาสอนนอกกรุงเทพฯ บ้างหรือเปล่า ออกมาแล้วไม่ต้องไปถึงโรงเรียนชนบทไกล ๆ หรอก เอาแค่โรงเรียนประจำอำเภอเล็ก ๆ ก็ได้ อย่าไปโรงเรียนดัง ๆ หรือโรงเรียนประจำจังหวัด แล้วท่านจะได้รู้ว่ามันเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ ภายใต้เงื่อนไขที่ท่านทั้งหลายเป็นคนกำหนดให้ครูเขาเองนี่แหละ
ดื้อ
ถ้าได้ลองเลือกให้ทำอะไรลงไปแล้ว ต่อให้มันเห็นชัดขนาดไหนว่าไม่บรรลุวัตถุประสงค์ ก็ไม่เลิกง่าย ๆ ครับ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม อันนี้เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกนะครับ

แล้วผมคิดยังไง?
ผมคิดว่าการเรียนการสอนของเรามันผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวไปหมด มันควรจะเหมือนปิระมิด คือ
  • ระดับต้น สอนให้รู้ถูกผิดดีชั่ว ให้รู้จักสังคม ให้รู้พื้นฐานกว้าง ๆ
  • ระดับกลาง เปิดโอกาสให้เขาได้ทดลองในทุก ๆ อย่าง พอปลาย ๆ ก็ให้เขาพัฒนาตนเองตามความถนัด จากนั้นค่อยไปเลือกในระดับสูง
  • ระดับสูง เข้มข้นที่เนื้อหาเฉพาะด้าน เพื่อพัฒนาในสิ่งที่เขาเลือกแล้วให้ดีที่สุด
แต่จากมุมมองของผม ผมกลับเห็นว่าเราทำกันอีกแบบ เหมือนกับนาฬิกาทรายคือ
  • ระดับต้น สอนให้รู้ถูกผิดดีชั่ว ให้รู้จักสังคม ให้รู้พื้นฐานกว้าง ๆ (ดีแล้วครับ) แต่ใช้ปัญหาระดับทดสอบไอคิวมาใช้ ผมเคยเจอการบ้านเด็ก ป. 5 หลังมหาวิทยาลัยมีเรื่องลำดับและอนุกรมแล้วนะครับ อันนี้เจอกับตัวเลย ทั้งกว้าง ทั้งลึก นึกไม่ออกว่าจะสอนยังไง พ่อแม่ขายข้าวแกงก็ช่วยไม่ได้ นี่ใช่ผลที่คาดหวังเวลาเอาเรื่องพวกนี้มาสอนหรือเปล่า
  • ระดับกลาง แยกสายวิทย์ สายศิลป์ เหมือนจะตีกรอบมาให้ค่อนข้างแคบในด้านการเรียนการสอน แต่พอประเมินก็มาใช้ทางกว้างอีก
  • ระดับสูง อยากให้เขาเรียนรู้ชีวิตครบทุกอย่าง สายวิทย์ต้องเรียนศึกษาทั่วไปของสายศิลป์ สายศิลป์ต้องสอบวัดระดับความรู้คอมพิวเตอร์ของสายวิทย์ กว้างออกมาอีก
ผมคิดว่าเด็กจะเรียนตามที่เราประเมินเขา
  • สำหรับนักเรียนแล้ว คนที่จะประเมินเขาในปลายทางสุดท้ายคือ เงินเดือนจากผู้ประกอบการครับ ถ้าเราแก้ปัญหาช่องว่างอัตราเงินเดือนระหว่างวิชาชีพไม่ได้ ถ้าเด็กเลือกได้เขาก็จะไหลไปเลือกเรียนวิชาชีพที่ให้เงินเดือนสูง ไม่เกี่ยวกับความชอบหรือความถนัดของเขาเลย ผลก็คือเราจะได้สังคมขาดความสมดุลในวิชาชีพ
  • ที่วิชาชีพปลายทางเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมการเรียนของเด็ก ๆ ก็เพราะว่า เด็ก ๆ จะไปประกอบวิชาชีพปลายทางที่ต้องการได้ ก็ต้องสอบเข้าให้ได้ในคณะที่ต้องการ
  • ถ้าช่องว่างรายได้ระหว่างวิชาชีพลดลง อัตราการแข่งขันเพื่อสอบเข้าคณะยอดนิยมจะลดลง ความตึงเครียดจะลดลง และสัดส่วนเด็กที่เลือกเข้าคณะต่าง ๆ ก็จะสมดุลกัน เด็กจะได้เลือกเรียนในสิ่งที่ชอบมากขึ้น การเรียนของเด็ก ๆ ก็จะมีความสมดุลและสอดคล้องกับบุคลิกภาพของเขามากขึ้น
  • ปัญหาพฤติกรรมการเลือกเรียน การเน้นกวดวิชาในบางวิชาจนการเรียนรู้เสียสมดุลย์ก็น่าจะลดน้อยลงไปในที่สุด
ในทำนองเดียวกัน ผมคิดว่าครู-อาจารย์จะสอนอย่างที่เราประเมินเขา นั่นคือผมคิดว่าสิ่งสำคัญสำหรับคนที่เลือกวิชาชีพครู ก็คือการสอน ส่วนเครื่องมือนั้นจะใช้อะไรก็ได้ ดังนั้นการประเมินจึงควรประเมินประสิทธิผลการสอนเป็นหลัก โดยไม่น่าจะต้องไปสนใจว่ามีเครื่องมืออะไรหรือไม่แม้แต่น้อย

และการประเมินประสิทธิผลการสอน ก็คือการประเมินนักเรียนนั่นแหละ เล็งกันที่วัตถุประสงค์การเรียนรู้ในแต่ละหัวข้อก็พอ ว่าสอนได้ตามที่กำหนดหรือเปล่า ว่ากันเป็นจุด ๆ ไปทีละจุด ๆ ไม่ควรจะต้องไปสนใจว่าเด็กสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้หรือไม่ เพราะนั่นไม่ใช่เป้าหมายของการศึกษา

อยากให้ย้อนกลับมาดูเป้าหมายการศึกษา แล้วประเมินตามนั้น อย่าเอาเรื่องที่ไม่ใช่เป้าหมายทางการศึกษาอย่างแท้จริงเข้ามาปะปนให้มันวุ่นวายจนละเลยเป้าหมายการศึกษาที่แท้จริงเลย

แน่นอนว่าผมก็เห็นด้วยว่ามันไม่ง่ายเลย แต่ผมเชื่อว่ามันทำได้ถ้าเรา
  • เลิกใช้อำนาจกลบปัญหาในปลายทาง แต่ใช้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุต้นทางอย่างแท้จริง
  • มีความเป็นตัวของตัวเองในการแก้ปัญหา เครื่องมือก็เป็นแค่เครื่องมือ ไม่มากไปกว่านั้น ไม่น้อยไปกว่านั้น
แล้วก็ระดมสมองจากบุคลากรด้านการศึกษาทุกระดับ ทุกด้าน มาช่วยกันคิด ช่วยกันหาทางออก และจัดให้มีการปรับปรุงระบบอย่างสม่ำเสมอ (คืออย่าดื้อครับ ถ้ามันใช้ไม่ได้ก็อย่าดื้อ) ผมว่ามันน่าจะค่อย ๆ ดีขึ้นเองครับ

วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 21, 2554

วิธีการตรวจรายงานวิชาปฏิบัติการของอาจารย์

ตรวจข้อสอบวิชาปฏิบัติการ (Lab) แล้วสงสัยว่าทำไมนักศึกษาได้คะแนนน้อยเกินความคาดหวัง ก็เลยหารือกับคณาจารย์และนักศึกษาที่รู้จัก ได้ความว่า

นักศึกษาไม่เชื่อว่าอาจารย์ตรวจรายงานวิชาปฏิบัติการจริง เชื่อว่าอาจารย์ไม่ได้ตรวจแล้วก็สุ่ม ๆ คะแนนเอา (สมัยผมเรียนเราเรียกว่า "ปาเป้า") ก็เลยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับวิชานี้เท่าใด ลองดูจากผลการตรวจรายงานของผม พบว่าไม่น่าแปลกใจที่นักศึกษาคิดอย่างนั้น เพราะรายงานของบางคนดูดีมีสกุลมาก แต่ได้คะแนนปานกลาง รายงานของอีกคนดูสกปรกไม่เรียบร้อย ก็ได้คะแนนปานกลาง บางคนได้คะแนนมากกว่าด้วยซ้ำ นักศึกษาไม่เข้าใจวิธีการตรวจงานของผมอาจเข้าใจเอาเองว่าผมปาเป้าให้คะแนน ซึ่งไม่เป็นความจริง

เพื่อปรับความเข้าใจให้ถูกต้อง ผมจะอธิบายวิธีการตรวจรายงานปฏิบัติการของผมกัน

ผมแบ่งคะแนนออกเป็น 4 ส่วนคือ
1. รูปแบบ - องค์ประกอบ ความครบถ้วนเรียบร้อย 2 คะแนน
2. รายงานก่อนเข้าปฏิบัติการ (Preliminary Report) 3 คะแนน
3. ผลการทดลอง 2 คะแนน
4. สรุปและอภิปราย 3 คะแนน

ลองดูกรณีตัวอย่างต่อไปนี้
  • คนที่ทำงานเรียบร้อย ส่ง Prelim ไม่ครบ ผลการทดลองครบ สรุปผิด จะได้คะแนน 2+1.5+2+1 = 6.5 คะแนน
  • คนที่ทำงานไม่เรียบร้อย ส่ง Prelim ครบ ผลการทดลองไม่ครบ สรุปพอใช้ได้ จะได้คะแนน 1.5+3+1+1.5 = 7 คะแนน
  • คนที่ทำงานเรียบร้อย ส่ง Prelim ครบ ผลการทดลองครบ แต่ลอกสรุปจากคนอื่นมา จะได้คะแนน 2+3+2+0 = 7 คะแนน
  • คนที่ทำงานเรียบร้อย ส่ง Prelim ครบ ถ่ายเอกสารผลการทดลองมาส่ง สรุปดี จะได้คะแนน 2+3+0+3 = 0 คะแนน กรณีนี้น่าเสียดายมาก ๆ

จะเห็นได้ว่าผลงานต่างกัน แต่ได้คะแนนเท่ากันก็มี เนื่องจากทำดีคนละด้าน และแต่ละด้านก็มีคะแนนของมัน

ในรุ่นก่อนมีคนได้ 10 แต้มเต็ม แต่ในรุ่นนี้ ยังไม่มีใครได้ 10 แต้ม ทุกคนเท่าที่ตรวจมาจะมีข้อบกพร่องอย่างใดอย่างหนึ่งในต่อไปนี้คือ
  1. ผิดรูปแบบ (เช่นขูดลบขีดฆ่าไม่เรียบร้อยอย่างเห็นได้ชัดบนหน้าปก หรือขาดองค์ประกอบที่จำเป็นต้องมี)
  2. ส่ง Prelim ไม่ครบ (Prelim มี 3 วงจร 6 การคำนวณ หลายคนทำมาแค่ 3 การคำนวณ)
  3. ผลการทดลองไม่ครบ เช่นใน Section มี 15 กลุ่ม แต่ส่งผลการทดลองมาแค่ 13 กลุ่มโดยไม่มีคำชี้แจงใด ๆ หรือที่เลวร้ายกว่านั้นคือถ่ายสำเนาผลการทดลองมาส่ง ในกรณีหลังนี้จะได้ศูนย์คะแนนโดยไม่ต้องตรวจเรื่องอื่น
  4. สรุปผิดยังได้ 1 แต้ม แต่ลอกสรุปจากคนอื่นผมให้ศูนย์แต้ม
ผมอยากให้นักศึกษาเข้าใจว่าการตรวจรายงานเป็นภาระหน้าที่ที่สำคัญ ไม่มีใครปาเป้าตรวจงานหรอก แต่เกณฑ์การตรวจอาจไม่เหมือนกัน ในรายวิชาอื่น ๆ และอาจารย์ท่านอื่น ท่านก็คงมีแนวทางการตรวจงานต่าง ๆ กันไป ผมคงพูดแทนไม่ได้ แต่ว่ารายงานการทดลองนั้นองค์ประกอบสำคัญก็มีเพียง 3 ประการคือ
  1. แสดงวิธีการทดลอง - ทำอะไร
  2. แสดงผลการทดลอง - ได้อะไร
  3. การตีความผลการทดลอง - หมายความว่าอะไร
ถ้าเราอ่านออกว่าความหมายที่แท้จริงของการทดลองนั้น ๆ คืออะไร ออกแบบมาเพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้อะไร นักศึกษาก็สามารถจะเขียนรายงานการทดลองที่ดีได้ไม่อยาก

ผมหวังว่าการชี้แจงของผมนี้จะเป็นประโยชน์กับนักศึกษา เพื่อที่จะเป็นแนวทางในการเขียนรายงานวิชาปฏิบัติการที่ดีต่อไป

วันพฤหัสบดี, ธันวาคม 30, 2553

He who can, does. He who cannot, teaches.

He who can, does. He who cannot, teaches.
George Bernard Shaw
1856 - 1950
ครั้งแรกที่ได้เห็นประโยคนี้จากเว็บบอร์ดรู้สึกโกรธคนเขียนเป็นอย่างมาก เพราะเป็นคำที่ดูแคลนวิชาชีพครูอย่างรุนแรง ยิ่งทราบว่าคนเขียนก็เป็นครู ก็ยิ่งโมโห เรียกว่าขนาดวิชาชีพตนเองยังไม่นับถือ มันจะไปสอนดีได้อย่างไร เดี๋ยวนี้ก็ยังไม่ได้ชอบประโยคนี้มากขึ้นเท่าไร

หลังจากค้นคว้าข้อมูลเล็กน้อยทำให้ทราบว่า คนที่เขียนประโยคนี้ขึ้นมาครั้งแรกคือ George Bernard Shaw เป็นนักเขียนบทละคร(เวที?) และอาจเขียนอย่างอื่นด้วย ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี 1925 แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกดีขึ้นกับประโยคนี้ขึ้นมาแม้แต่น้อย

สิ่งที่ Shaw พูด น่าจะสะท้อนอคติที่มีต่อระบบการศึกษาสมัยใหม่เนื่องจากเขามีชีวิตอยู่ในรอยต่อแห่งยุคสมัย (1856 - 1950) ซึ่งคนรุ่นเขาคงจะเรียนรู้ทุกสิ่งจากการทำงาน ใช้เวลาในโรงเรียนไม่มาก และเขาอาจจะคิดว่าคนรุ่นหลังเขาใช้เวลาในโรงเรียนมากเกินไป ทั้ง ๆ ที่จบมหาวิทยาลัยแต่ก็ยังทำอะไรไม่เป็นก็เป็นได้ (หากตัดประเด็นดูแคลนวิชาชีพครูไปแล้ว ผมก็คล้อยตามทัศนคติต่อ "ระบบ" การศึกษาของเขาเหมือนกัน)

อย่างไรก็ตามในงานพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตร ผมได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบด้านซ้อมและจัดแถวบัณฑิต ในงานนี้ผมพบคำตอบที่ทำให้ผมไม่จำเป็นต้องสนใจคำพูดของ Shaw อีก นั่นก็คือเมื่อเห็นแถวบัณฑิตเดินขึ้นบันไดเข้าไปสู่อาคารกาญจนาภิเษก ภาพนั้นทำให้ผมได้ตระหนักว่า ผลงานของครูไม่ใช่สิ่งของ ไม่ใช่ตำรา ไม่ใช่หนังสือ แต่เป็นศิษย์ต่างหาก ดังนั้นมันจึงไม่สำคัญเลยว่าเรา can do หรือ cannot do เรามีศิษย์ เป็นผลงานของเราเพราะเรา can teach ต่างหาก และไม่ใช่ทุกคนที่จะ can teach ได้ 

ดังนั้น Shaw ก็ Shaw เหอะ ... ไม่แคร์ (เฟ้ย)

วันพุธ, กันยายน 15, 2553

ตรวจข้อสอบแล้วไม่เข้าใจ

ช่วงนี้มีงานประเมินผลเข้าเยอะ คือตรวจข้อสอบด้วย และเป็นกรรมการวิชาโครงงานด้วย มีทั้งเรื่องน่าชื่นใจและน่าผิดหวัง ซึ่งคงเป็นธรรมดาโลก

เอาเรื่องข้อสอบก่อน ข้อสอบที่ตะลุยตรวจช่วงนี้คือข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์วิศวกรรม 4 เรื่องน่าชื่นใจคือ แม้จะมีบางข้อ ยุ่ง (โปรดสังเกตว่าไม่ได้ใช้คำว่ายาก) เป็นพิเศษ แต่ก็มีคนทำได้ถูกต้องครบถ้วนและได้คะแนนเต็ม 40 คะแนนในส่วนที่ผมรับผิดชอบอยู่เป็นสิบ ๆ คน และด้วยเหตุผลที่ว่ามันค่อนข้างยุ่ง คนอื่น ๆ จึงได้แสดงเพียงหลักการคิด และคำตอบบางส่วนไว้ ซึ่งถ้าถูกต้องผมก็ให้คะแนนไปตามสัดส่วน

เรื่องที่น่าผิดหวังก็คือ ในบรรดาข้อสอบที่ผมรับผิดชอบนั้น จะมีอยู่อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งง่ายเป็นพิเศษ และไม่ยุ่งด้วย คือถามตรง ๆ ตามกรรมวิธีที่ได้สอนในชั้นเรียนและนักศึกษาเกือบทุกคนทำได้ถูกต้อง แต่ก็ยังอุตส่าห์มีนักศึกษาที่ทำผิดหรือทำมั่วหรือไม่ทำเลย! ซึ่งอันที่จริง ก็เป็นเรื่องปรกติในชั้นเรียนอาจมีคนเรียนไม่ได้บ้าง ปรกติก็จะไม่คิดอะไร

แต่กับกลุ่มหนึ่งผมทราบว่านักศึกษารุ่นพี่ คือได้เรียนวิชานี้มาก่อนแล้ว และน่าจะหลายรอบแล้ว และที่พบนี้ก็ไม่ใช่คนเดียวแต่พบหลายคน ถ้าปัญหายุ่ง ๆ ทำไม่ได้ยังพอทำใจ แต่แม้แต่ปัญหาที่รุ่นน้อง ๆ ทำได้สบาย ๆ เสร็จใน 3 - 5 บรรทัดเกือบทุกคน (และในกลุ่มเรียนซ้ำด้วยกัน ก็มีคนทำได้) นักศึกษากลุ่มนี้ก็ยังทำไม่ได้ ปรากฏการณ์นี้ต้องมีความหมายพิเศษ

ความหมายก็คือ เรียนมาหลายรอบแล้วยังทำไม่ได้ มันแปลได้ไม่กี่อย่าง เช่น
  • หัวสมองไม่เหมาะกับสาขาวิชาที่มีคำนวณเยอะอย่างนี้ อาจเหมาะกับสาขาวิชาอื่นที่ใช้ทักษะอื่นมากกว่าการคำนวณ เช่นทักษะการวินิจฉัยเหตุผลเชิงพรรณา ก็ไปเรียนกฏหมาย ทักษะงานฝีมือและศิลปก็ไปเรียนศิลปศาสตร์ ถ้ามีทักษะคำนวณที่จำเป็นได้บ้าง ก็เรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ ก็ไม่ควรมาเสียเวลากับสาขาวิชานี้ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าสายวิชาเหล่านี้ง่ายกว่า แต่ตั้งใจจะบอกว่า สาขาต่าง ๆ กันจำเป็นต้องใช้ทักษะที่ต่างกัน
  • ไม่ตั้งใจเฉย ๆ คิดว่ามาเรียน ๆ แล้วก็ไหล ๆ ตาม ๆ กันไปเหมือนสมัยประถมศึกษา มัธยมศึกษา ไม่ต้องพยายามอะไร ไม่ต้องทุ่มเทอะไร หายใจทิ้งไปวัน ๆ เดี๋ยวก็จบการศึกษา ก็ไม่ควรมาเสียเวลากับสาขาวิชานี้หรือสาขาวิชาไหน ๆ ทั้งสิ้น ควรออกไปทำงานเลย เพราะอาจจะเหมาะกับการทำงานมากกว่า
  • เรียนผิดวิธี ไม่เข้าใจว่าที่เขาสอนนั้น เขาสอนเหตุผล ที่มาที่ไป ประโยชน์ใช้สอย แล้วก็กรรมวิธี แต่ไปยึดติดกับกรรมวิธีอย่างเดียว คือท่องสูตรเยอะแยะ แต่ไม่เข้าใจที่มาที่ไป เหตุผลและประโยชน์ของมัน ทำให้จำสูตรไม่ได้ หรือท่องสูตรไปก็ใช้ไม่เป็น อย่างนี้ถ้าเป็นปีต้น ๆ ยังพอหัดได้โดยธรรมชาติ ถ้าปีท้าย ๆ แล้วยังเรียนไม่เป็นอย่างนี้ ถ้าจะฝึกจะหัด ต้องทุ่มเทมากกว่าคนอื่น ๆ หลายเท่า
  • และมันก็แสดงด้วยว่าบางคนที่เรียนซ้ำ ๆ นี่ แทนที่จะซ้ำแล้วที่เคยไม่เข้าใจก็เข้าใจ ที่เคยสงสัยก็คลายสงสัย ก็เปล่า คือเรียนซ้ำ ๆ เป็นพิธีกรรมไปเฉย ๆ พอให้เปลืองเงินเล่น ๆ แต่ไม่ได้เรียนรู้อะไรจากความผิดพลาดแต่เดิมของตัวเองเลย
เนื่องจากข้อสอบที่ออกคราวนี้ถือว่าง่ายมาก (นักศึกษาส่วนใหญ่สามารถทำได้ถูกต้อง) ดังนั้นที่อึดอัดคับข้องรำคาญใจนี้ก็มีเรื่องเดียวคือในกลุ่มข้อง่าย ๆ นี้ นักศึกษาที่ทำไม่ได้มีปัญหาอะไร!? ถ้าใครมีอะไรจะบอก จะบอกที่นี่หรือจะมาบอกด้วยตนเองที่ห้องทำงานผมก็ได้ ยินดีรับฟังและจะช่วยหาทางแก้ไขให้

วันอังคาร, สิงหาคม 24, 2553

ข้อโต้แย้งนโยบายบังคับนักศึกษาทำกิจกรรม

ข้อเท็จจริง
ตามประกาศมหาวิทยาลัย สรุปสาระสำคัญตามความเข้าใจของผมได้ความว่า
  1. นักศึกษา ที่จะจบการศึกษาได้ จะต้องทำกิจกรรมไม่น้อยกว่า 60 หน่วยกิจกรรม ทำกิจกรรม 3 ชั่วโมงจึงจะคิดให้เป็น 1 หน่วยกิจกรรม (การประเมินว่าจะนับให้หรือไม่ ทำโดยคณะกรรมการกิจกรรม)
  2. กิจกรรมที่มหาวิทยาลัยจัดหมวดหมู่ไว้มี 5 ด้านคือ 1) พัฒนาศักยภาพตนเอง 2) สร้างความภูมิใจในสถาบัน 3) สร้างจิตสาธารณะ 4) คุณธรรมจริยธรรม 5) ศิลปวัฒนธรรม ใน 60 หน่วยกิจกรรมนั้น นักศึกษาจะต้องร่วมกิจกรรมให้ครบ 5 ด้าน ๆ ละ 8 หน่วยกิจกรรม ที่เหลือเป็นอิสระ 20 หน่วยกิจกรรม
  3. ในหลักสูตร 4 ปี มีการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำของแต่ละชั้นปีไว้ด้วยคือ ชั้นปีที่ 1) 20 หน่วยกิจกรรม ชั้นปีที่ 2) 15 หน่วยกิจกรรม ขั้นปีที่ 3 ) 10 หน่วยกิจกรรม และชั้นปีที่ 4) 5 หน่วยกิจกรรม
  4. หากปฏิบัติตามนี้ไม่ได้ จะไม่สามารถจบการศึกษาได้
  5. มหาวิทยาลัย ขอนแก่นไม่ใช่ที่แรก ไม่ใช่ที่เดียว ที่มีการบังคับในลักษณะคล้าย ๆ กัน ที่ทราบว่ามีทำไปก่อนแล้วคือ เกษตรศาสตร์ นเรศวร เป็นอย่างน้อย แต่เงื่อนไขและวิธีปฏิบัติอาจแตกต่างกัน
ข้อโต้แย้ง
กิจกรรม นักศึกษา คือกิจกรรมที่นักศึกษาเลือกที่จะทำ ตามใจสมัคร เป็นสิ่งบ่มเพาะตัวตนของนักศึกษาให้เติบโตขึ้นไปในทิศทางของตัวเอง แน่นอนว่าการทำกิจกรรมเป็นเรื่องที่ดี และพวกเราในฐานะครู ก็มีหน้าที่ส่งเสริม ให้นักศึกษาได้ทำกิจกรรมที่เขารัก เขาชอบ หากกิจกรรมเหล่านั้นจะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตัวเด็กเองและส่วนรวม

กิจกรรม ที่เกิดจากความสมัครใจนั้น เป็นกิจกรรมที่เป็นธรรมชาติมากกว่า และได้ผลในสาระสำคัญมากกว่า เช่น เราคิดว่าการมีจิตอาสาเป็นเรื่องดี เราเลยบังคับให้ทุก ๆ คนทำกิจกรรมอาสา ซึ่งมันไม่ได้สร้างจิตอาสาขึ้นมาเลย อันนี้คนที่ทำกิจกรรมจริง ๆ จะทราบดีเช่น
"เราเคยได้รับ การติดต่อจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งว่าอยากจะให้พานักศึกษาของเขาไปออกค่าย อาสาฯเราก็ต้องบอกอาจารย์ไปว่าให้ทั้งหมดสมัครเข้ามาด้วยตัวเองดีกว่า เพราะถ้าไปบังคับให้ไปนั่นก็ไม่ใช่จิตอาสาแล้ว เพราะเขาไม่ได้ไปด้วยใจแต่ไปเพราะถูกบังคับ"
คุณสุทธิรัตน์ อยู่วิทยา (http://www.volunteerspirit.org/node/1343)
การเป็นคนดีนั้นดี แต่การบังคับให้คนเป็นคนดีนั้นเป็นไปไม่ได้

คน เรานั้นแตกต่างกัน ความแตกต่างกันนี่แหละคือความงามของคนรุ่นหนุ่มสาว คือป่าแห่งความคิดและจินตนาการ ที่มันสวยงาม ก็เพราะมันแตกต่างกัน

ความ ชอบในงานอดิเรก วิธีการใช้ชีวิต ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับวิชาชีพ ผมคิดว่าเราไม่ควรบังคับนักเรียนของเราถึงระดับนั้น หากคิดว่าไม่ใช่เช่นนั้น ทำไมเราถึงไปเปิดเป็นวิชากิจกรรมไปเสียเลย แล้วก็บรรจุลงไปในหลักสูตรเสียให้เรียบร้อย ว่ามีวิชา กิจกรรม 1 ถึง กิจกรรม 8 และทุกคนต้องลงเรียนและผ่านเทอมละ 1 รายวิชา ... เรื่องนี้ทำไม่ได้เพราะอะไร? ทุกคนรู้คำตอบในใจอยู่แล้ว

นักศึกษา คนหนึ่ง ๆ ก็จะมีเงื่อนไขความจำเป็นต่างกัน การเป็นนักศึกษา ไม่ได้หมายถึงเป็นเด็กอายุ 18 - 22 ปี ที่แบมือขอเงินพ่อแม่มาเรียน แล้วก็ใช้ชีวิตเล่น ๆ ไปวัน ๆ นักศึกษาหลายคนนอกจากรับผิดชอบตนเองแล้วยังจะต้องรับผิดชอบครอบครัวด้วย นักศึกษาบางคนที่ผมเคยให้คำปรึกษา ต้องหาเงินมาเรียนเอง นักศึกษาบางคนที่เพื่อนผมให้คำปรึกษา ต้องทำงานหาเงินส่งทางบ้าน

นักศึกษา กลุ่มนี้ เวลากลางวันมาเรียน เวลากลางคืนต้องไปทำงาน บางครั้งมาลาเรียนเป็นสัปดาห์เพราะต้องไปทำงานที่ไซต์งานต่างอำเภอ ต่างจังหวัด มาเรียนไม่ได้ ขนาดเวลาจะมาเรียนยังไม่ค่อยจะมี นักศึกษากลุ่มนี้จะเอาเวลาที่ไหนไปร่วมกิจกรรมให้มันครบ 60 หน่วยกิจกรรม (180 ชั่วโมง! 5 ด้าน ๆ ละ 36 ชั่วโมง) นี่เป็นกลุ่มที่แม้จะมีจำนวนน้อย แต่เป็นกลุ่มที่ผมเป็นห่วงมากที่สุด

ใน ประกาศมหาวิทยาลัยนั้นไม่เพียงบังคับให้ทำกิจกรรม แต่ยังบังคับให้ทำกิจกรรมตามหมวดหมู่ที่กำหนดด้วย ซึ่งหมายความว่า หากมีนักศึกษาที่มีความชื่นชอบกิจกรรมการเขียนโปรแกรมเป็นชีวิตจิตใจ เขาก็ไม่สามารถใช้เวลาของเขากับสิ่งที่เขารักได้เต็มที่ เพราะต้องแบ่งเวลาออกไปทำกิจกรรมอื่น ๆ อีก 4 ด้าน นี่จะเป็นการทำลายศักยภาพของนักศึกษาคนนี้หรือไม่

อาจารย์ หลายท่านที่ผมได้คุยด้วย พบว่าการบังคับหมวดหมู่กิจกรรมข้อนี้ กลายเป็นอุปสรรคของการทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่างที่จำเป็นต้องอาศัยความทุ่มเท และเวลามาก เพราะนักศึกษาที่ทุ่มเทเพื่องาน (ผู้มีจิตอาสาที่แท้จริง) จะเสียประโยชน์ คือแทนที่จะเอาเวลาไปเข้าร่วมกิจกรรมที่ได้หน่วยกิจกรรมง่าย ๆ ให้มันครบ ๆ ก็ต้องมาเสียเวลาเตรียมงานต่าง ๆ ในระยะยาวก็คือกิจกรรมลักษณะนี้อาจลดลงและหายไป

ในแง่ของ สิทธิเสรีภาพ อิสระที่จะไม่ทำกิจกรรมของนักศึกษากลุ่มหนึ่งนั้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ก็เป็นอิสระส่วนบุคคลที่พึงได้รับการให้เกียรติและเคารพ ในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่งที่มีสิทธิ์เลือกวิธีการใช้ชีวิตของตนเอง การจะสอนให้เขาเคารพสิทธิคนอื่นได้นั้น ก่อนอื่นเราจะต้องเคารพสิทธิของนักศึกษาของเราเสียก่อน ไม่ใช่คิดว่าฉันเป็นอาจารย์ จะสั่งให้นักศึกษาทำอะไรก็ได้นั้น ไม่ได้!

นักศึกษา นั้นมีหน้าที่เรียน และมีสิทธิ์ที่จะทำกิจกรรม ถ้าอยากทำ หากเราไม่เคารพสิทธิ์ของนักศึกษาในข้อนี้ เราจะสอนนักศึกษาของเราให้เคารพสิทธิ์ของคนอื่นได้อย่างไร

นอกจาก นี้ในระบบการบังคับนี้ ยังได้ปฏิเสธการมีชีวิตอยู่ของนักศึกษานอกรั้วมหาวิทยาลัยด้วย เพราะกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยไม่รู้ ไม่เห็น ไม่มีส่วนในการจัดการ ไม่สามารถนับหน่วยกิจกรรมได้

นั่นหมายความว่า เราอาจไม่เคยคิดเลยว่านักศึกษาของเรา อาจไปเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมชุมชนที่ไหนสักแห่งนอกรั้วมหาวิทยาลัยได้ เช่นกลุ่มเครื่องบินวิทยุบังคับ กลุ่มโอเพ่นซอร์ส กลุ่มคนชอบเดินป่า กลุ่มอาสาสมัคร กลุ่มนักปั่นจักรยาน กลุ่มกิจกรรมลีลาศริมบึง เข้าวัดเป็นประจำตามลักษณะนิสัยพื้นฐานเดิม หรือแม้แต่โต๊ะหมากรุกหน้าตลาด...ไม่นับ!

นี่ใช่เรากำลังดึง นักศึกษาของเราออกจากที่ของเขา ออกจากดินจากป่าที่เขาจะเติบโตได้อย่างงดงาม เพื่อมาเฉาอยู่ในกระถางสวย ๆ ของเรา หรือเปล่า

ข้อเสนอแนะ
  1. ผม ไม่ได้ต้องการโจมตีใคร ผมไม่ต้องการเรียกร้องถามหาความรับผิดชอบจากใคร มหาวิทยาลัยขอนแก่น แม้จะมีปัญหาต่าง ๆ มากมาย แต่ก็ยังเป็นที่ ๆ น่าอยู่ เพราะเรารู้ว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่ตัดสินใจเรื่องใด ๆ แล้วเกิดปัญหาขึ้นมา หรือเราไม่ชอบใจก็ตาม แต่เราก็เชื่อมั่นได้อย่างน้อยอยู่หนึ่งประการก็คือ ที่เขาทำไปนั้น ก็ด้วยความรักและหวังดีต่อมหาวิทยาลัยของพวกเราทุกคน
  2. ใน อุดมคติของผม เสนอให้ยกเลิกนโยบายนี้อย่างสิ้นเชิง และเราแก้ปัญหานักศึกษาไม่ทำกิจกรรมโดยการจัดกิจกรรมให้น่าสนใจขึ้น (ซึ่งไม่ง่ายและต้องใช้เวลา)
  3. หากยกเลิกไม่ได้ด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ควรให้ลดจำนวนหน่วยกิจกรรม ลดหมวดกิจกรรมที่บังคับ คือบังคับเท่าทีี่เห็นว่าจำเป็นจริง ๆ และมีกิจกรรมรองรับอยู่แล้ว เช่นกิจกรรมกีฬาน้องใหม่ หรือกิจกรรมรับเพื่อนใหม่ เป็นต้น และขอให้ยกเลิกกรอบจำนวนหน่วยกิจกรรมประจำชั้นปีเสีย
  4. อาจารย์ที่ เป็นผู้ลงมือทำกิจกรรมทุกท่าน และนักศึกษาที่ทำกิจกรรมทุกคน หากเห็นปัญหาเช่นเดียวกับที่ผมเห็น ช่วยกันแสดงความคิดเห็นของท่าน ผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อให้ผู้บริหารได้รับทราบความอึดอัดใจของพวกเราให้ได้มากที่สุด

ด้วยความเคารพในความเห็นของผู้อ่านทุกท่าน

วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 22, 2553

M-150 Ideology การบังคับกิจกรรม และการรักษาเมืองเชียงคาน

เป็นบันทึก 3 เรื่องที่ไม่เกี่ยวกันเลย พอดีไม่ได้เขียนบล๊อกนาน เลยเขียนรวดเดียว 3 เรื่อง

โครงการ M-150 Ideology
ช่วง 3 สัปดาห์นี้ ได้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษานักศึกษาที่สนใจจะเข้าแข่งขันรายการ M-150 Ideology พบว่าทีมนักศึกษากลุ่มนี้ มีความกระตือรือร้นสูง และมีใจรักในงาน ไม่เรื่องมาก และไม่เอาแต่ได้ (คือไม่มีคำถามว่า ทำแล้วจะได้อะไรบ้าง ทำเพราะอยากทำแท้ ๆ จากใจ)

นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนอาจารย์รุ่นพี่ คือพี่โหน่ง และความช่วยเหลือจากเพื่อนของพี่โหน่งคืออาจารย์หนุ่ย (สถาปัตย์ฯ) ปัจจัยบวกเยอะมาก ถือว่าเป็นโครงการที่ลุ้นได้ หวังว่าจะได้ผ่านรอบแรกไปลุ้นในรอบลงมือปฏิบัติต่อไป

การบังคับนักศึกษาให้ทำกิจกรรม
จะบังคับไปทำไม (ฟะ) ผมเองได้รับการปลูกฝังมาว่า กิจกรรมนักศึกษา คือสิ่งที่นักศึกษาเลือกทำตามใจสมัคร เป็นอิสระสิ่งหนึ่งที่สมัยเรียนมัธยมไม่มี ใครเป็นคนธรรมมะธรรมโม ก็เลือกชุมนุมพุทธ ใครชอบเที่ยวอาจเลือกชุมนุมถ่ายภาพ บางคนอินกับการทำเพื่อมวลชน ก็ไปออกค่ายกับชมรมอาสาฯ บางคนชอบทำกิจกรรมมาก ก็อยู่หลายชมรม

ผมเองสมัยเรียน ผมไม่สนอะไร ผมสนแต่การประดิษฐ์วงจรและแข่งขันหุ่นยนต์ ผมและเพื่อนก็ตั้งชมรมสำหรับการนี้ขึ้นมา ทุ่มเทเวลานอกเหนือจากเรียน (ซึ่งหนักมากอยู่แล้ว) ให้กิจกรรมในชุมนุมได้เต็มที่ สนุกสนานและได้เรียนรู้จากชุมนุมเยอะ และเป็นธรรมชาติ

ปัจจุบันผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองกลัวเด็กไม่ทำกิจกรรม ทางแก้คือ บังคับมันซะเลย

ไม่รู้ว่ารู้กันหรือเปล่าว่าเดี๋ยวนี้มีคนถามแล้วนะครับ เวลานำเสนอให้ทำกิจกรรมกัน เขาจะถามกันแล้วว่า งานนี้นับกี่กิจกรรม นัยว่าถ้าไม่ได้ หรือได้น้อย อาจจะไม่ทำ บางคนก็แอบ ๆ มาเซ็นชื่อร่วมกิจกรรมเพื่อนับกิจกรรม แล้วก็หนีกลับก่อน ไม่ได้ช่วยงาน ... เฮ้ย ! นี่เรากำลังสร้างเยาวชนของชาติแบบไหนกันวะเนี่ย

ไม่รู้ว่าแก้ถูกจุดไหม แม้แต่คำถามว่าทำไมเด็กถึงไม่ทำกิจกรรม ก็ไม่รู้ว่าได้ถามตัวเองบ้างหรือเปล่า เป็นการแก้ปัญหาแบบสู้บริษัทผลิตรถยนต์ก็ไม่ได้ (โตโยต้า เวลามีปัญหาจะต้องถาม "ทำไม" 5 ชั้น เพื่อหาต้นตอปัญหาที่แท้จริง)

น่าสงสัยเหมือนกันว่า การออกกำหนดแบบนี้ออกมา มันจะแก้ปัญหาอะไรได้จริง ๆ จัง ๆ และตรงจุดจริง ๆ หรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ การได้ออกกำหนดอะไรแบบนี้ออกมา เขาถือเขานับกันว่าเป็นผลงาน เอาไปใส่ CV ได้ เอาไปประกอบการประเมินเอาโบนัสได้ อันนีใช้ได้แน่ ๆ

กรรมมันก็ตกอยู่ที่เด็กนี่แหละ ไอ้ที่จะมาทุ่มเทให้กับกิจกรรมที่ตนรักตนชอบจริง ๆ ตามธรรมชาติที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล มันก็จะค่อย ๆ หายไป อย่าว่าแต่เด็กบางคนมีเงื่อนไขจำเป็นเฉพาะตัว อาจทำกิจกรรมไม่ได้ก็ต้องถูกบังคับให้ทำเหมือน ๆ กันทั้งหมด

ต่อไปก็ถึงคิวอาจารย์ละครับ จะต้องจัดต้องหากิจกรรมให้เด็กทำด้วย ไม่งั้นไม่ครบ ที่เดิมเรียกกันว่ากิจกรรมนักศึกษา ต่อไปสงสัยจะต้องเรียกว่ากิจกรรมอาจารย์ (แล้วเด็กก็เป็นผู้เข้าร่วม แล้วก็นับกิจกรรมไป)

แม้แต่จะให้เขาตัดสินใจเองว่าจะทำหรือจะไม่ทำกิจกรรมยังไม่ให้เขาเลย แล้วก็บ่นมันเข้าไปนะครับ ว่าเด็กไทยไม่โต ทำกิจกรรมกันไม่เป็น


การรักษาเมืองเชียงคานกับสิทธิพลเมือง
ได้ชมรายการข่าว 3 มิติ คุณกิตติ ไปเชียงคานและทำรายงานพิเศษเกี่ยวกับการรักษาสภาพเมืองเชียงคานไว้ กล่าวถึงการที่เมืองเชียงคาน (ไม่แน่ใจว่าโดยชุมชน หรือโดยรัฐ) กำหนดให้บ้านเรือนในเขต มีสีและแบบที่สอดคล้องกันทางภูมิสถาปัตย์ ให้ดูงดงามเหมือนเดิม

สงสัยว่าการรักษาเมืองให้เหมือนเดิม ด้วยการจำกัดแบบบ้าน และสีบ้าน นี่ นักวิชาการเขาจะถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิพลเมือง เป็นเผด็จการหรือเปล่า

อย่างเมืองหลวงพระบางในลาว ซึ่งเป็นมรดกโลก ถ้าจำกัดแบบบ้าน สีบ้าน ไม่ให้เปลี่ยนหรือสร้างใหม่ มันถูก (คือรักษาศิลปวัฒนธรรม) หรือมันผิด (คือละเมิดสิทธิพลเมืองในการกำหนดที่อยู่ของตัวเอง)

สมมติว่าไม่ต้องพูดถึงเรื่องกฏหมาย หรือ Authority ใด ๆ เอาอีกที่หนึ่งก็ได้ ถนนอะไรสักถนนหนึ่งในภูเก็ต ซึ่งมีสภาพคล้ายเดิมเมื่อหลายสิบปีที่แล้วมากเสียจน ใคร ๆ ก็อยากไปเที่ยว และผู้ผลิตภาพยนตร์ก็ใช้ "โลเกชั่น" นี้บ่อย ๆ

เกิดมีบ้านหนึ่งในนั้น บอกว่าเขาไม่อยากให้บ้านมีหน้าตาแบบนี้ ขอเปลี่ยนแปลง แต่ผลของมันจะทำให้สภาพภูมิสถาปัตย์ของย่านนั้นเสียหายไป ทำให้บริษัทถ่ายหนังเขาไม่มาใช้โลเกชั่น ส่งผลให้ชุมชนขาดรายได้ เขามีสิทธิ์ที่จะทำหรือไม่?

ถ้ารัฐเข้ามายุ่ง รับรองโดนแน่ ว่าเป็นเผด็จการ แต่ถ้ารัฐไม่เข้ามายุ่ง ความงามเฉพาะตัวในชุมชนหายไป ถือว่ารัฐละเลยไหม หรือจะถือว่าคน ๆ นั้น เห็นแก่ตัวหรือเปล่า (อย่าลืมว่าบ้านเป็นบ้านของเขานะ เขาไม่ได้ไปยุ่งกับบ้านคนอื่น)

หรือจริง ๆ แล้ว เวลาเราพูดถึงสิทธิมนุษยชน หลักการว่าด้วยเรื่องสิทธิเฉพาะตนในปัจจุบันนี้ยังไม่ควรจะถือว่าถึงที่สุดใช้การได้แล้ว หลักการนี้อาจต้องการการปรับปรุงและพัฒนาต่อไปเหมือนที่มันพัฒนามา เพราะที่สุดแล้ว คนทุกคนเกี่ยวข้องกัน และการกระทำของคน ๆ หนึ่ง ย่อมกระทบต่อคนอื่นและได้รับผลกระทบจากคนอื่นแน่ ๆ

คำถามท้าทาย
ท่านอ่านดู คงพอทราบว่า ผมไม่เห็นด้วยกับการบังคับทำกิจกรรม แต่ผมเห็นด้วยกับการบังคับแบบบ้านในชุมชนที่อาศัยประโยชน์ร่วมกันจากภูมิสถาปัตย์ของชุมชน ผมเป็นพวกสองมาตรฐานหรือไม่

วันอาทิตย์, มีนาคม 21, 2553

อยากทำหรือว่าอยากเป็น

ปัญหาอย่างหนึ่งในการสอน คือผู้เรียนไม่มีใจอยากเรียนรู้ ในที่นี้ขอเน้นคำว่าเรียนรู้ (Learn) นะครับ ไม่ใช่เรียนเอาเกรด หรือว่าเรียนไปสอบ (Study)

คำถามคาใจอาจารย์คือ
  • ทำไมผู้เรียนไม่อยากเรียนรู้? หรือแปลอีกอย่างหนึ่งคือ
  • ถ้าไม่อยากเรียนรู้เรื่องในแนวทางนี้ เลือกเรียนสาขานี้ทำไม?
ได้สังเกตผู้เรียนหลาย ๆ รุ่น พบว่ามีนักศึกษาจำนวนมากไม่รู้ว่าเรียนจบไปแล้วเขาจะมีหน้าที่ทำอะไร คือรุ่นพี่ก็ไม่ได้อธิบายให้เขาฟังแบบจริง ๆ จัง ๆ ว่าจบไปแล้วมีหน้าที่ต้องทำอะไรบ้าง ส่วนมากแล้วชอบเล่าให้กันฟังถึงผลที่ได้จากหน้าที่ มากกว่าตัวหน้าที่เอง เช่น ได้เงินเดือนเท่าไร ได้โบนัสเท่าไร ส่วนเรื่องต้องตรากตรำขนาดไหน ต้องทำอะไรบ้าง นี่มักจะไม่ค่อยเล่าสู่กันฟังเท่าไร

เรื่องนี้มีรุ่นพี่เท่านั้นที่ช่วยได้ เพราะอาจารย์จะรู้จริงเฉพาะที่ประสบกับตนเองเท่านั้น

ทำให้คิดได้ว่า อันที่จริงเด็ก ๆ บอกว่าตนเองอยากเป็นหมอ หรือว่าอยากเป็นวิศวกร หรือว่าอยากเป็นนักกฏหมาย หรือว่าอยากเป็นทหาร ตำรวจ ฯลฯ เขาแค่อยากแปะฉลากตัวเอง ด้วยยี่ห้อเหล่านั้น มากกว่าจะอยากทำงานในหน้าที่เหล่านั้นจริง ๆ
  • เด็กบางคนบอกว่าอยากเป็นนักเขียน แต่กลับพบว่าตัวเขาไม่ได้ชอบการเขียน (บางคนไม่ได้ชอบอ่านด้วยซ้ำ) แต่ชอบชื่อเสียงที่ได้จากการเป็นนักเขียน
  • เด็กบางคนบอกว่าอยากเป็นหมอ แต่กลับพบว่าตัวเขาไม่ได้ชอบรักษาคนไข้ แต่ชอบ ลาภ ยศ สรรเสริญ อันเนื่องมาจากฉลากคำว่าหมอ ที่แปะที่หน้าผากเขาเท่านั้น
  • เด็กบางคนบอกว่าอยากเป็นวิศวกร แต่กลับพบว่าตัวเขาไม่ได้ชอบแก้ปัญหาเชิงช่าง ไม่ต้องพูดถึงการไม่ชอบวิชาวิทยาศาสตร์และวิชาคำนวณ เขาแค่คิดว่าการเป็นวิศวกรมันน่าจะเท่ และมีเงินเดือนดี โดยไม่นึกถึงว่าหน้าที่ของวิศวกรคืออะไร
สำหรับเด็กเล็ก ๆ ก็ไม่เป็นไร การชื่นชอบผลลัพธ์ของหน้าที่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เช่นตอนเด็ก ๆ ไปเจอคุณหมอสวย ๆ ใจดี น่ารัก และอยากเป็นอย่างคุณหมอคนนั้นบ้าง ก็เป็นจุดเริ่มต้นแรงบันดาลใจของเด็ก ๆ ได้

แต่กับเด็กโต คือตั้งแต่ระดับมัธยมต้นขึ้นไป น่าจะได้รับคำถามว่า
โตขึ้นหนูอยากทำอะไร
มากกว่าคำถามว่า
โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร
 คนที่ชอบเล่นดนตรีจริง ๆ จัง ๆ จะได้ไปเรียนดนตรี คนที่ชอบการวิเคราะห์ตรรกะและธรรมศาสตร์จะได้ไปเรียนรัฐศาสตร์และกฏหมาย คนที่รักความยุติธรรมอาจจะเลือกเรียนตำรวจ คนที่ชื่นชอบเทคโนโลยีและการแก้ปัญหาเชิงช่าง จะได้เรียนวิศวกรรมศาสตร์ คนที่ชื่นชอบการวิเคราะห์ วิจัย จะได้เรียนวิทยาศาสตร์ คนที่ชอบบริการ ใจดี อาจเลือกเีรียนด้านงานบริการ หรืองานพยาบาล ฯลฯ เด็ก ๆ จะได้ค้นพบตัวเองโดยเร็วและไม่สูญเสียพรสวรรค์ของตนเองและเวลาในห้องเรียนระดับอุดมศึกษาถึง 4 ปี

ถามตนเองว่า อยากทำอะไรเพื่อเลี้ยงชีพ จะตอบตนเองได้ว่าควรจะเรียนอะไร เพื่อให้การเรียนในระดับสูงส่งเสริมความชอบและพรสวรรค์ของตนเองให้สูงที่สุด

ก่อนเข้ามาเรียน ต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้ ว่าที่ว่าอยากเป็นวิศวกรนั้น อยากทำงานวิศวกรรม หรือแค่อยากมีป้ายชื่อว่าเป็นวิศวกรเฉย ๆ

วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 22, 2553

จะยอมทิ้งความฝันของตนเองเพื่อความฝันของคนอื่นไหม?

คำถามนี้เกิดขึ้นในใจหลังจากประสบปัญหาในการทำงานหลายประการ ปัญหาเกิดจากผมไม่สามารถให้เวลากับสิ่งที่ผมอยากทำได้เต็มที่ ด้วยติดภาระกิจอื่น ๆ ที่ไม่อยากทำ

แม้ว่าเราจะสอนนักเรียนเสมอว่า คำว่า "มืออาชีพ" มันหมายความว่าจะต้องรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย ไม่สำคัญว่าเราจะอยากทำหรือไม่อยากทำ หากเป็นหน้าที่ ก็ต้องทำให้ลุล่วง จะทำทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ไม่ได้ จะทำก็ต่อเมื่อมีผลตอบแทนไม่ได้ จะทำเฉพาะเวลาที่เราได้ประโยชน์ไม่ได้

แม้ว่าจะมีคำว่า "มืออาชีพ" ค้ำคออยู่ แต่เราก็ต้องกลับมาทบทวนเหมือนกันว่า งานที่ได้รับมอบหมาย ทั้งที่ได้รับมอบหมายโดยตรงจากผู้บังคับบัญชา ทั้งที่ได้รับจากการร้องขอจากผู้อื่น และรวมไปถึงที่ได้รับจากความไม่รับผิดชอบในงานของตนเองจากคนอื่น มันเหมาะสมกับหน้าที่หลักของเราหรือไม่

ในฐานะผู้บรรยาย (Lecturer) หน้าที่เราคืออะไร? ใช่การทำบัญชีพัสดุหรือไม่ ใช่การเตรียมรถตู้รับแขกต่างมหาวิทยาลัยหรือไม่ ใช่การทำบอร์ดหน้าภาควิชาฯ ใช่การเตรียมแผนงบประมาณ ใช่การคอยตรวจดูว่าลิฟต์ทำงานดีไหมหรือไม่ ใช่การคอยดูว่าห้องน้ำยังสะอาดดีอยู่ หรือไม่

นี่มหาวิทยาลัยส่งเราไปเรียนตั้งหลายปี เสียเงินไปหลายบาทเพื่อสิ่งเหล่านี้หรือ?

นี่เราตัดสินใจมาทำงานในมหาวิทยาลัย เพราะคิดจะมาทำงานพวกนี้หรือ?

ถ้ามันเล็กน้อย เป็นครั้งคราว และทุกคนร่วมแรงร่วมใจช่วยกัน มันก็คือส่วนหนึ่งของงาน
แต่ถ้ามันเป็นเพียงคนกลุ่มน้อยที่ต้องทำงานเหล่านี้ ทั้ง ๆ ที่มหาวิทยาลัยก็จ้างคนอีกเยอะแยะเพื่อทำหน้าที่เหล่านี้โดยตรง แต่เขาไม่ทำหรือมิเช่นนั้นก็ไม่ได้รับความไว้วางใจให้ทำ ผมว่ามันต้องมีอะไรผิดพลาดแล้วล่ะ

บางคนมีความฝัน และหาทางบรรลุความฝันของตนเอง โดยการทิ้งงานอื่น ๆ ไว้เบื้องหลัง ให้คนอื่น ๆ คอยเก็บกวาด เราจะยอมทิ้งความฝันของตัวเอง เพื่อคอยเก็บกวาดสิ่งเหล่านี้หรือไม่

ทิ้งหรือไม่ทิ้ง ที่ต้องเก็บก็เก็บไปแล้ว ที่ต้องกวาดก็กวาดไปแล้ว เราก็ดูเป็นคนดีในสายตาคนอื่น แต่ความรับผิดชอบของตัวเราต่อตัวเราเองล่ะ ความรับผิดชอบของตัวเราต่อครอบครัวเราล่ะ? สำคัญไหม?

ปัจจุบัน ที่ต้องเก็บบางทีก็ไม่ได้เก็บ ที่ต้องกวาดบางทีก็ไม่ได้กวาด คิดเสียว่าอยู่กันได้ก็อยู่กันไป อยู่กันมาได้ตั้งนานแล้ว ทำให้ผมมีเวลาทำสิ่งที่อยากทำได้มากขึ้น เช่นเว็บไซต์สำหรับการสอน เช่นโครงงานวิจัย หรือโปรเจ็คเล็ก ๆ ที่จะใช้เป็นตัวอย่างให้นักศึกษา งานเล็ก ๆ ผมว่าพวกนี้ต่างหากที่เป็นความฝันของเรา นี่ต่างหากที่เป็นความรับผิดชอบของเราที่มีต่อนักศึกษา

ไม่จำเป็นต้องทิ้งความฝันของตนเองเพื่อความฝันของคนอื่นอีกต่อไป การไล่ตามความฝันของเรา ก็ถือว่าเป็นประโยชน์แก่นักศึกษาเหมือนกัน เป็นประโยชน์แก่มหาวิทยาลัยเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าถ้าไม่ทำตามเขาแล้ว ถือว่าเราไม่ทำเพื่อนักศึกษา เราไม่ได้ทำเพื่อมหาวิทยาลัยสักหน่อย

เราแค่กลับมาทำหน้าที่ของเราเท่านั้นเอง

วันพฤหัสบดี, พฤศจิกายน 26, 2552

คติสอนใจจากคุณคริส หอวัง

เมื่อวานนี้ (25 พ.ย. 2552) ได้ชมรายการราตรีสโมสร มีการสัมภาษณ์คุณคริส หอวัง นางเอกภาพยนตร์เรื่องรถไฟฟ้ามาหานะเธอ มีตอนหนึ่งที่ผมสนใจมากคือตอนที่พิธีกรให้คุณคริสเล่าให้ฟังเรื่องการเรียน

คุณคริสเล่าว่า ตอนจบ ม.3 พ่อแม่ก็พยายามให้ลูกได้เรียน ม.4 ในโรงเรียนที่ดี ก็เลยให้เรียนพิเศษเยอะแยะมากมาย แต่คุณคริสแกบอกพิธีกรว่า มันไม่รุ่ง คือเรียนพิเศษยังไง ๆ ก็ไม่รู้เรื่อง ผลการเรียนไม่ดีขึ้น แต่ที่ไปเรียนเต้นน่ะ สอบทีไรก็ได้ที่หนึ่งที่สอง มีประกวดแข่งขันทีไร ก็ได้ที่หนึ่งที่สองทุกที

คุณพ่อกับคุณแม่ก็เลยปรึกษากันว่า ถ้าอย่างนั้นก็น่าจะให้ไปเรียนเต้นเสียให้เป็นเรื่องเป็นราวไปเลย ก็เลยส่งคุณคริสไปเรียนที่โรงเรียนที่มีการสอนเต้นและสอนวิชาสามัญไปด้วยแทนที่จะเรียนวิชาสามัญอย่างเดียว (ผมฟังจากรายการจับใจความได้ประมาณนี้)

ผลก็คือ ผู้หญิงคนนี้กลายเป็นนักเต้นมืออาชีพ มีความรู้ด้านงานในวงการบันเทิงที่ไม่มีสอนในโรงเรียนสายสามัญเยอะแยะ และทำงานที่เป็นที่ใฝ่ฝันของเด็ก ๆ หลายคน เช่นการเป็นนักแสดง นักจัดรายการ นางแบบ

ผมเลยนึกดูเล่น ๆ ว่าถ้าพ่อแม่ไม่มีความเข้าใจในความชอบและความถนัดของลูก และเคี่ยวเข็ญบังคับให้คุณคริสเรียนต่อ ม. 4 5 6 เพื่อไปสอบเอ็นทรานซ์ตามแบบแผนปกติ คุณคริสจะเรียนคณะอะไร และวันนี้คุณคริสน่าจะกำลังประกอบอาชีพอะไรอยู่?

คงฟังดูแปลก ๆ ที่คนที่เป็นครูมาเขียนความคิดเหมือนกับว่าไม่สนับสนุนให้เด็กเรียน จริง ๆ ก็ไม่ใช่อย่างนั้น เพียงแต่ผมคิดว่าการเรียน มันไม่จำเป็นต้องเป็นสายสามัญ ม. 4 5 6 แล้วต่อด้วยมหาวิทยาลัยจนจบ ป. ตรี โท เอก คณะยอดนิยมเสมอไป การเรียนสายวิชาชีพก็เป็นการเรียน การเรียนศิลปะก็เป็นการเรียน การเรียนคณะที่คนไม่นิยมเรียน (แต่ตนเองมีความชื่นชอบ) ก็เป็นการเรียน

หากเราตั้งใจจริงจนเป็นที่หนึ่งในสิ่งที่เราชอบ สนใจ และมีความถนัดแล้ว มันก็มีโอกาสก้าวหน้า มีโอกาสได้ทำงานที่ท้าทาย และมีความสุขกับงานนั้น ๆ ได้

ผมไม่อยากเห็นพรสวรรค์ของใครมาถูกฆ่าทิ้งในห้องเรียน อย่างที่เห็นอยู่เรื่อย ๆ ถ้านักศึกษารู้เร็วว่าตนเองสนใจอะไร ชอบอะไร และถนัดอะไร ถ้ามุ่งมั่นศึกษาไปในเส้นทางนั้น ก็น่าจะประสบความสำเร็จได้มากกว่าการเรียนตาม ๆ กันไป หรือเรียนเพราะไม่รู้จะไปทำอะไรดีมากกว่า

อยากให้ย้อนไปดูชีวิตของคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตหลาย ๆ คนบ้าง เขาไม่ได้ประสบความสำเร็จเพราะเรียนคณะยอดนิยม เขาไม่ได้ประสบความสำเร็จเพราะผลการเรียนดีเลิศ เขาไม่ได้ประสบความสำเร็จเพราะเขาเรียนสูง

แต่เขาประสบความสำเร็จเพราะความมุ่งมั่น ตั้งใจจริง และไม่ยอมแพ้ต่างหาก

วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 08, 2552

KPI - Key Performance Index ในมหาวิทยาลัย

KPI หรือ Key Performance Index หมายถึงดัชนีชี้วัดผลสัมฤทธิ์ของงานของหน่วยงาน ซึ่งจำแนกแยกแยะกันไปตามเนื้องาน เช่น KPI ของหน่วยบริการประชาชนก็อาจเป็นจำนวนประชาชนที่ได้รับบริการ ถ้ามากแสดงว่าหน่วยงานมีผลงานดี ถ้าน้อยแสดงว่าหน่วยงานมีผลงานไม่ดี เป็นต้น

หน่วยงานของรัฐในยุคนี้ ก็จะถูกประเมินกันโดยใช้ KPI เป็นหลัก และแน่นอนมหาวิทยาลัยก็ไม่เว้น

อันที่จริง KPI นี้ถ้าใช้อย่างเข้าใจ ใช้เป็น ก็จะเป็นของดี เพราะมันช่วยให้มองเห็นเป้าหมายของหน่วยงานเป็นรูปธรรม ทำให้มองเห็นจุดแข็งและจุดอ่อนได้ดี

แต่เมื่อมันเข้ามาในระบบราชการบางหน่วยงาน KPI นี้แทนที่จะเป็นตัวชี้วัด เป็นตัว สะท้อน ผลงาน ตัว KPI มันกลับกลายเป็น เนื้องาน ของหน่วยงานแทน และมันทำให้เป้าหมายที่แท้จริงของหน่วยงานถูกบดบังโดยการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างตัวเลข KPI เหล่านี้

เรื่องตลกก็เช่น คณะวิศวกรรมศาสตร์ ต้องกันงบเป็นกรณีพิเศษ เพื่อ KPI เรื่องการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ซึ่งกิจกรรมที่จัดได้ก็เช่นจัดงานทอดกฐิน ทอดผ้าป่า ในขณะที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ในมหาวิทยาลัยเดียวกันก็ต้องพยายามทำวิจัยเพิ่มเพื่อพัฒนา KPI เรื่องการวิจัย เป็นต้น ถ้าถามว่า KPI ดีไหม ตอบว่าดีแน่ แต่ต้องใช้ให้เป็น รู้ให้ทัน แต่จากตัวอย่างที่ยกมานั้น มันเป็น KPI แบบบ้าจี้ เป็น KPI แบบไม่รู้เรื่อง รับกันมาเป็นทอด ๆ มากกว่า

นอกจากนี้ หากเราเชื่อว่า KPI มีไว้เพื่อให้มองเห็นจุดแข็ง และจุดอ่อนของหน่วยงาน เพื่อที่จะพัฒนาตนเองต่อไปได้ มันก็ยังอุตส่าห์มี KPI บางตัวที่ไม่รู้ว่าจะรู้ไปทำไม

เช่น จำนวนศิษย์เก่าที่ได้รับรางวัลในระดับชาติและนานาชาติ เป็นต้น

ศิษย์เก่านะครับ ไม่ใช่ศิษย์ปัจจุบัน เขาจะได้รับรางวัลมากหรือน้อย มหาวิทยาลัยทำอะไรไม่ได้แล้ว เขาจบไปแล้ว เราจะพัฒนาตนเองยังไงหรือครับ ศิษย์เก่า ถึงจะได้รับรางวัลเพิ่ม

ที่ทำกันก็มีนะ เช่นจัดงานกันเอง แจกรางวัลกันเอง แล้วก็นับ KPI กันเอง

ผมว่าเลิกเหอะ KPI ข้อนี้ แล้วไปเน้นเรื่องการพัฒนานักเรียนนักศึกษาของเราดีกว่า ถือเอา Feedback ที่ไม่มี Delay Time เช่นจำนวนศิษย์ปัจจุบันที่เข้าร่วมการแข่งขันทางวิชาการต่าง ๆ ดีกว่า ได้รางวัลก็แสดงว่าสอนมาดี ไปแข่งแล้วไม่ชนะเขาสักที แสดงว่าต้องปรับปรุง เป็น Feedback ที่ตรงไปตรงมาและรวดเร็วดี เป็น KPI ที่จะช่วยให้เรามองเห็นจุดอ่อนของตนเองได้ดี และเปิดโอกาสให้เราพัฒนาตนเองได้จริง ๆ

ไม่ใช่หลอกตัวเองไปวัน ๆ

ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ได้รับการทักท้วงจากอาจารย์ในมหาวิทยาลัยไหม? คำตอบคือจริง ๆ แล้วมีการตั้งคำถาม และมีการทักท้วงอยู่ตลอดมา แต่คำตอบที่ได้มันน่าผิดหวังมาก สิ่งที่เขาตอบเราได้ก็มีแค่ ก.พ.ร. เป็นผู้กำหนด ดังนั้นเปลี่ยนไม่ได้!

จริง ๆ ผมก็ทราบนะ ว่าตัวชี้วัดพวกนี้ ก.พ.ร. ท่านกำหนดมาสำหรับหน่วยงานราชการทั่วประเทศ โดยใช้เกณฑ์ต่าง ๆ กัน เช่นมหาวิทยาลัยก็จะมีเกณฑ์อย่างหนึ่ง โรงพยาบาลก็มีเกณฑ์อีกอย่างหนึ่ง

แต่ผมว่าเกณฑ์สำหรับมหาวิทยาลัยนั้น ไม่น่าจะใช่ว่า ก.พ.ร. ส่งเกณฑ์มาใด้ 40 ข้อ มหาวิทยาลัยก็โยนให้คณะ 40 ข้อดิบ ๆ อย่างนั้น ระดับบนมันต้องช่วยย่อยบ้าง สิ่งใดเป็นภาพรวม ส่วนกลางของมหาวิทยาลัยก็ทำไปเลย เช่นจำนวนนักศึกษาต่างชาติ ทำไมสำนักทะเบียนจะไม่รู้ ไม่ใช่มาถามเอาที่ระดับคณะ หรือที่ระดับภาควิชา เกณฑ์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมก็ยกให้คณะศิลปกรรมศาสตร์เขาไปเลย แล้วไม่ต้องไปคาดคั้นเอานวัตกรรมจากเขา มาคาดคั้นเอากับคณะวิทยาศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์นี่ แล้วไม่ต้องเรียกร้องให้เราไปส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม

แต่ตอนนี้คือ ใช้ KPI ไม่เป็นไง
เจ้านายอยากได้ตัวเลข ก็เอาตัวเลขให้ ใช้แบบไม่ได้คิด มันเลยดูบ้าบอ แล้วก็ ถ่วง ประสิทธิภาพในหน้าที่หลักของเราคือการสอนไปด้วย

หรือเราอยากได้ KPI สูง ๆ (และได้มาจริง ๆ ด้วย) ในขณะที่นักศึกษาของเราแข่งอะไรยังไม่เคยชนะเลย?

อะไรคือของจริงและอะไรคือภาพลวงตากันแน่?