วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 08, 2009

KPI - Key Performance Index ในมหาวิทยาลัย

KPI หรือ Key Performance Index หมายถึงดัชนีชี้วัดผลสัมฤทธิ์ของงานของหน่วยงาน ซึ่งจำแนกแยกแยะกันไปตามเนื้องาน เช่น KPI ของหน่วยบริการประชาชนก็อาจเป็นจำนวนประชาชนที่ได้รับบริการ ถ้ามากแสดงว่าหน่วยงานมีผลงานดี ถ้าน้อยแสดงว่าหน่วยงานมีผลงานไม่ดี เป็นต้น

หน่วยงานของรัฐในยุคนี้ ก็จะถูกประเมินกันโดยใช้ KPI เป็นหลัก และแน่นอนมหาวิทยาลัยก็ไม่เว้น

อันที่จริง KPI นี้ถ้าใช้อย่างเข้าใจ ใช้เป็น ก็จะเป็นของดี เพราะมันช่วยให้มองเห็นเป้าหมายของหน่วยงานเป็นรูปธรรม ทำให้มองเห็นจุดแข็งและจุดอ่อนได้ดี

แต่เมื่อมันเข้ามาในระบบราชการบางหน่วยงาน KPI นี้แทนที่จะเป็นตัวชี้วัด เป็นตัว สะท้อน ผลงาน ตัว KPI มันกลับกลายเป็น เนื้องาน ของหน่วยงานแทน และมันทำให้เป้าหมายที่แท้จริงของหน่วยงานถูกบดบังโดยการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างตัวเลข KPI เหล่านี้

เรื่องตลกก็เช่น คณะวิศวกรรมศาสตร์ ต้องกันงบเป็นกรณีพิเศษ เพื่อ KPI เรื่องการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ซึ่งกิจกรรมที่จัดได้ก็เช่นจัดงานทอดกฐิน ทอดผ้าป่า ในขณะที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ในมหาวิทยาลัยเดียวกันก็ต้องพยายามทำวิจัยเพิ่มเพื่อพัฒนา KPI เรื่องการวิจัย เป็นต้น ถ้าถามว่า KPI ดีไหม ตอบว่าดีแน่ แต่ต้องใช้ให้เป็น รู้ให้ทัน แต่จากตัวอย่างที่ยกมานั้น มันเป็น KPI แบบบ้าจี้ เป็น KPI แบบไม่รู้เรื่อง รับกันมาเป็นทอด ๆ มากกว่า

นอกจากนี้ หากเราเชื่อว่า KPI มีไว้เพื่อให้มองเห็นจุดแข็ง และจุดอ่อนของหน่วยงาน เพื่อที่จะพัฒนาตนเองต่อไปได้ มันก็ยังอุตส่าห์มี KPI บางตัวที่ไม่รู้ว่าจะรู้ไปทำไม

เช่น จำนวนศิษย์เก่าที่ได้รับรางวัลในระดับชาติและนานาชาติ เป็นต้น

ศิษย์เก่านะครับ ไม่ใช่ศิษย์ปัจจุบัน เขาจะได้รับรางวัลมากหรือน้อย มหาวิทยาลัยทำอะไรไม่ได้แล้ว เขาจบไปแล้ว เราจะพัฒนาตนเองยังไงหรือครับ ศิษย์เก่า ถึงจะได้รับรางวัลเพิ่ม

ที่ทำกันก็มีนะ เช่นจัดงานกันเอง แจกรางวัลกันเอง แล้วก็นับ KPI กันเอง

ผมว่าเลิกเหอะ KPI ข้อนี้ แล้วไปเน้นเรื่องการพัฒนานักเรียนนักศึกษาของเราดีกว่า ถือเอา Feedback ที่ไม่มี Delay Time เช่นจำนวนศิษย์ปัจจุบันที่เข้าร่วมการแข่งขันทางวิชาการต่าง ๆ ดีกว่า ได้รางวัลก็แสดงว่าสอนมาดี ไปแข่งแล้วไม่ชนะเขาสักที แสดงว่าต้องปรับปรุง เป็น Feedback ที่ตรงไปตรงมาและรวดเร็วดี เป็น KPI ที่จะช่วยให้เรามองเห็นจุดอ่อนของตนเองได้ดี และเปิดโอกาสให้เราพัฒนาตนเองได้จริง ๆ

ไม่ใช่หลอกตัวเองไปวัน ๆ

ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ได้รับการทักท้วงจากอาจารย์ในมหาวิทยาลัยไหม? คำตอบคือจริง ๆ แล้วมีการตั้งคำถาม และมีการทักท้วงอยู่ตลอดมา แต่คำตอบที่ได้มันน่าผิดหวังมาก สิ่งที่เขาตอบเราได้ก็มีแค่ ก.พ.ร. เป็นผู้กำหนด ดังนั้นเปลี่ยนไม่ได้!

จริง ๆ ผมก็ทราบนะ ว่าตัวชี้วัดพวกนี้ ก.พ.ร. ท่านกำหนดมาสำหรับหน่วยงานราชการทั่วประเทศ โดยใช้เกณฑ์ต่าง ๆ กัน เช่นมหาวิทยาลัยก็จะมีเกณฑ์อย่างหนึ่ง โรงพยาบาลก็มีเกณฑ์อีกอย่างหนึ่ง

แต่ผมว่าเกณฑ์สำหรับมหาวิทยาลัยนั้น ไม่น่าจะใช่ว่า ก.พ.ร. ส่งเกณฑ์มาใด้ 40 ข้อ มหาวิทยาลัยก็โยนให้คณะ 40 ข้อดิบ ๆ อย่างนั้น ระดับบนมันต้องช่วยย่อยบ้าง สิ่งใดเป็นภาพรวม ส่วนกลางของมหาวิทยาลัยก็ทำไปเลย เช่นจำนวนนักศึกษาต่างชาติ ทำไมสำนักทะเบียนจะไม่รู้ ไม่ใช่มาถามเอาที่ระดับคณะ หรือที่ระดับภาควิชา เกณฑ์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมก็ยกให้คณะศิลปกรรมศาสตร์เขาไปเลย แล้วไม่ต้องไปคาดคั้นเอานวัตกรรมจากเขา มาคาดคั้นเอากับคณะวิทยาศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์นี่ แล้วไม่ต้องเรียกร้องให้เราไปส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม

แต่ตอนนี้คือ ใช้ KPI ไม่เป็นไง
เจ้านายอยากได้ตัวเลข ก็เอาตัวเลขให้ ใช้แบบไม่ได้คิด มันเลยดูบ้าบอ แล้วก็ ถ่วง ประสิทธิภาพในหน้าที่หลักของเราคือการสอนไปด้วย

หรือเราอยากได้ KPI สูง ๆ (และได้มาจริง ๆ ด้วย) ในขณะที่นักศึกษาของเราแข่งอะไรยังไม่เคยชนะเลย?

อะไรคือของจริงและอะไรคือภาพลวงตากันแน่?

วันเสาร์, เมษายน 18, 2009

อะไรคือสองมาตรฐานในเรื่องเสื้อเหลือเสื้อแดง

ผมคิดว่าผมเข้าใจความคิดและความรู้สึกของคนเสื้อแดง "บางส่วน" เท่าที่มีโอกาสได้พูดคุยสอบถามกับเพื่อน ๆ ที่เปิดตัวว่าสวมเสื้อแดง

สิ่งที่ชัดที่สุด ถาม 10 คน ได้คำตอบคล้าย ๆ กัน 10 คน ในเวลานี้ คือเรื่อง สองมาตรฐาน เพื่อน ๆ ผมหลายคนไม่เข้าใจว่า ทำไมเสื้อเหลืองทำม๊อบได้ แล้วเสื้อแดงทำม๊อบไม่ได้ และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนเสื้อแดง (ที่ไม่ได้ไปม๊อบ) ที่ผมคุยด้วย คับข้องใจอย่างที่สุด

ทำไมเสื้อเหลืองปิดถนน ไม่เป็นไร ทำไมเสื้อแดงปิดถนนแล้วมีปัญหา?

ผมคิดว่าความคับข้องใจอันนี้หากไม่ได้รับคำชี้แจง ที่กระจ่าง และเข้าใจได้ง่าย โดยเร็ว ผมคิดว่าสังคมไทยจะตกอยู่ในอันตรายอย่างร้ายรายต่อไป เพราะคนเสื้อแดงจะปักใจว่าเขาไม่ได้รับความยุติธรรม

ความคับข้องใจอันนี้ผมคิดว่าเข้าใจได้ ผมเคยอ่านนิตยสารต่วยตูนเล่มเก่ามาก ๆ (ของพ่อ) เรื่องที่จำได้มีอยู่ว่าสมัยก่อน (ทีวียังเป็นขาวดำ มีราคาแพง และไม่แพร่หลาย) เคยมีข้าราชการจากในเมือง ไปเล่นฟุตบอลเชื่อมสามัคคีกับชาวบ้าน ปรากฏว่า พอข้าราชการเตะลูกเข้าประตู กรรมการให้เป็นประตู แต่พอชาวบ้านเตะลูกเข้าประตู กรรมการไม่ให้เป็นประตู ชาวบ้านก็โวยวาย ว่าสองมาตรฐาน แม้กรรมการพยายามอธิบายให้ฟังว่าที่ไม่ได้ประตู ก็เพราะล้ำหน้า ชาวบ้านก็ไม่ฟังและก็โกรธมาก เพราะรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

สาเหตุก็เพราะสำหรับชาวบ้านแล้ว กติกาฟุตบอลมันไม่ยุ่งยาก มีลูกเข้า กับลูกออก แล้วก็ห้ามให้มือ พอปักใจเชื่อเช่นนั้นแล้ว เรื่องล้ำหน้าอะไรนั่น มันก็ไม่มีความหมาย เพราะเขาไม่เข้าใจ และไม่รู้จัก สุดท้ายก็ทะเลาะกัน ผิดใจกัน เพราะเข้าใจกติกาไม่ตรงกันตั้งแต่แรก บทสรุปตอนนั้นดูเหมือนว่าเขายอมเปลี่ยนกติกา ให้เป็นกติกาชาวบ้าน คือมีแค่ลูกเข้า ลูกออก แล้วก็ห้ามใช้มือนอกจากผู้รักษาประตู

สำหรับเรื่องเสื้อเหลืองเสื้อแดง ผมก็อยากให้สื่อมวลชน รัฐบาล และพวกเสื้อเหลืองเอง ช่วยกันอธิบาย และปฏิบัติ ให้มันกระจ่างว่าจริง ๆ แล้วมันมีเรื่องสองมาตรฐานหรือไม่ และเรื่องนี้ต้องทำให้เร็ว หากทิ้งช้าไป ความรู้สึกคับแค้นคับข้องใจ มันจะซืมลึกลงไปจนกลายเป็นความเคียดแค้นต่อสังคมได้ ซึ่งมันอันตรายมาก

ประเด็นหลัก ๆ ที่นึกออกก็มี (ผมไม่บังอาจสั่งสอนผู้ใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่บังอาจสั่งสอนท่านนายกและทีมงาน บางส่วนที่นึกออกและตอบไว้ อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกก็ได้ แต่ก็จะเป็นคำตอบที่หากมีคนมาถามผม ผมก็จะตอบอย่างนี้)

1. ทำไมเสื้อเหลืองก่อม๊อบ ไม่โดนจับ เสื้อแดงก่อม๊อบ โดนจับ?
ผมอ่านข่าวทุกวัน แต่ผมจำข่าวไม่ได้ทุกวัน ผมจำได้ว่าแกนนำม๊อบเสื้อเหลืองก็ถูกหมายจับเหมือนกัน คือถูกจับดำเนินคดีเหมือนกันแต่เขาให้ประกันตัวออกมา สำหรับแกนนำเสื้อแดง ถูกจับดำเนินคดี แต่ไม่ได้ประกันตัว เพราะฉะนั้นจึงถูกจับทั้งคู่ ไม่ใช่จับฝ่ายเดียว

2. ทำไมเสื้อเหลืองได้ประกันตัว เสื้อแดงไม่ได้ประกันตัว?
นายกบอกว่าเพราะแกนนำเสื้อแดงมีพฤติกรรมที่จะกลับไปก่อความวุ่นวายต่อ แกนนำเสื้อเหลืองไม่มี (?) ผมคิดว่าอธิบายแบบนี้ มันไม่สิ้นสงสัย มันไม่กระจ่าง ไม่หายคับข้องใจครับ ชาวบ้านเขาก็เห็นว่าเสื้อเหลืองยังไม่เลิกด่าทักษิณ สำหรับเสื้อแดง การด่าทักษิณไม่เลิกถือเป็นการก่อความวุ่นวายอย่างหนึ่ง จริง ๆ แล้วผมคิดว่ามันอาจเป็นเพราะมันเกิดความวุ่นวาย เผาบ้าน เผาเมือง หรือเปล่า ถึงได้ไม่ให้ประกันตัว ตอนเสื้อเหลืองมันไม่มีการเผาบ้านเผาเมือง สถานการณ์มันแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ก็น่าจะอธิบายไปตามนั้น

3. ทำไมตอนเสื้อเหลืองชุมนุม พอรัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉิน ทหารไม่ออกมา แต่ตอนเสื้อแดงชุมนุม พอรัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉิน ทหารถึงออกมา?
ไม่รู้สินะ แต่ตอนเสื้อเหลืองชุมนุมนั่น นายกไม่ใช่อภิสิทธิ์นี่ (หว่า) คนประกาศคือนายกสมัคร ให้ พล.อ. อนุพงศ์ รับผิดชอบ แต่ พล. อ. อนุพงศ์ แกเฉย ๆ
ส่วนตอนเสื้อแดงชุมนุม นายกคืออภิสิทธิ์เป็นผู้ประกาศภาวะฉุกเฉิน ให้ ผบ.สส. พล.อ. ทรงกิตติ เป็นผู้รับผิดชอบ แต่ พล.อ. ทรงกิตติ แกไม่เฉยไง
คือมันเป็นปฏิกริยาต่อเหตุการณ์คล้ายกันจากคนสองกลุ่ม คือกลุ่มสมัคร กับกลุ่มอภิสิทธิ์ ไม่ใช่ว่าตอนนั้นอภิสิทธิ์เป็นนายกแล้วปล่อยปละละเลยม๊อบ พอมาเป็นสีแดงแล้วจะมาเข้มงวดสักหน่อย?

ผมว่าใครสงสัยเรื่องนี้ แทนที่จะถามนายกอภิสิทธิ์ น่าจะไปถาม นายกสมัคร ว่าทำไมสั่งทหารแล้วทหารไม่ทำ แล้วก็ไปถาม พล.อ.อนุพงศ์ ว่าทำไมไม่ดำเนินการตามที่นายกสมัครสั่ง แล้วก็ไปถาม พล.อ. ทรงกิตติ ว่าทำไมทำตามที่นายกอภิสิทธิ์สั่งมากกว่า

4. ทำไมตอนตำรวจปราบเสื้อเหลือง หาว่ารุนแรง ทหารปราบเสื้อแดงไม่เห็นบอกว่ารุนแรง?
อันนี้คงต้องระบุให้ชัดว่าถามใคร เพราะถ้าถามนักวิชาการสีขาว ท่านก็ว่ามันรุนแรงทั้งตำรวจและทหารนั่นแหละ ท่านไม่สองมาตรฐานหรอก
สำหรับผม ผมคิดว่าเมื่อตอนตำรวจดำเนินการ อาจจะด้วยขาดวิธีการ และประสบการณ์ รวมไปถึงใช้เครื่องมือที่ไม่เหมาะสม มันก็เลยกลายเป็นความรุนแรง ในคราวนี้เมื่อทหารออกมา พร้อมด้วยวิธีการ และเห็นบทเรียนจากตำรวจมาแล้ว จึงไม่ผิดซ้ำอีก รวมถึงผลของมันก็แตกต่างกัน คือมีผู้เสียชีวิต กับ ไม่มีผู้เสียชีวิต

5. ทำไมแกนนำเสื้อเหลืองได้เป็นรัฐมนตรี แกนนำเสื้อแดงถูกจับ?
อืม...ตอนนายกสมัคร นายกสมชายอยู่ในตำแหน่ง แกนนำเสื้อแดงก็มีตำแหน่งนะ ผมจำผิดหรือเปล่าว่าณัฐวุฒิแกเป็นโฆษกอะไรสักอย่างในรัฐบาลไหนสักรัฐบาลนึงนี่แหละ
ในฝั่งของเสื้อเหลือง เขาชี้แจงว่าท่านกษิต ไม่ใช่แกนนำ แต่เป็นวิทยากร ผู้อภิปรายบนเวทีเฉย ๆ
จะคุยเรื่องนี้เราคงต้องมานิยามกันก่อนว่า แกนนำ หมายถึงใคร ที่มีบทบาทและหน้าที่อย่างไรในการชุมนุมบ้างก่อน ถึงจะไปต่อได้

ผมว่ามันคงมีอีกหลายคำถามนั่นแหละ แต่ผมเชื่อว่ามันตอบได้ อย่างมีเหตุมีผลทุกคำถาม เพียงแต่คนตอบอย่าไปนึกว่าคำถามพวกนี้มันไร้สาระเสียก่อนเท่านั้นเอง แล้วเวลาตอบ ก็ตอบให้มันฟังง่าย ๆ อย่าใช้คำที่มันฟังแล้วต้องแปลแล้วแปลอีก

นอกเหนือจากเรื่องสองมาตรฐานที่ต้องรีบชี้แจงแล้วที่สำคัญ ผมคิดว่ารัฐบาลควรประชาสัมพันธ์ความผิดของทักษิณให้ทราบทั่วกัน บางเรื่องไม่ผิดกฏหมาย แต่เป็นเรื่องที่ผิดหลักการผลประโยชน์ทับซ้อน ก็ต้องเอามาอธิบายกันให้ทราบ ให้เข้าใจว่าแข่งฟุตบอลกับกรรมการ มันเป็นเรื่องไม่ปกติอย่างไร

เรื่องสุดท้าย แต่เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในความคิดของผมก็คือเรื่องบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบบการเมืองการปกครองของไทย ที่จะต้องทำความเข้าใจกับทุก ๆ คนที่สงสัยอย่างตรงไปตรงมาและเปิดเผย หากกระซิบกันไปกระซิบกันมา มันจะยิ่งสร้างคนที่สงสัยขึ้นมามากขึ้น ยิ่งคนที่สงสัยถูกด่าว่าเพราะไม่จงรักภักดีจึงสงสัยนั้น ก็จะยิ่งเป็นการผลักดันคนที่สงสัยไปอยู่ฝั่งเดียวกันกับคนที่ปฏิเสธ ซึ่งผมเชื่อว่าไม่เป็นผลดีต่อสังคมเลย

(เริ่มเขียนหลังจากจลาจลวันสงกรานต์สงบวันสองวัน เขียนเสร็จตอนที่นายกอภิสิทธิ์พยายามทำความเข้าใจกับประชาชนเรื่องสองมาตรฐานเกือบเสร็จแล้ว)

วันอาทิตย์, ธันวาคม 14, 2008

ลาจันทร์

เหม่อมองพระจันทร์บนฝากฟ้า
ลมหนาวพัดมาพาใจเหงา
เราไม่ลิขิตชีวิตเรา
เราจะยังหวัง หวังอะไร

โอ้จันทร์เจ้ากระจ่าง กลางฟ้า
บังบดแสงดารา ราวรอบ
ดาวมิสิ้นกำลัง ส่งประกาย
ประดับจันทร์ให้งามฉายด้วยแสงดาว

คนไม่ลิขิตชีวิตคน
คนจะยังเป็นคนอยู่ได้หรือ
คนปล่อยชีวิตให้หลุดมือ
คนจะถือ เป็นคนได้อย่างไร

จันทร์ลับจากฟ้าไปนานแล้ว
จันทร์หายไปแล้วโอ้จันทร์เจ้า
จันทร์ลาลับไปไม่เหลือเงา
ลาแล้วจันทร์เจ้าข้าขอลา

หวังเพียงจันทร์ยังเป็นจันทร์เช่นดังเดิม
หวังเพียงดาวจะยังเสริมประดับเจ้า
หวังนภาจะไม่เหงาเช่นดังเรา
หวังเพียงเจ้าจะเป็นจันทร์เช่นดังเดิม

จากวันที่พระจันทร์เข้าใกล้โลกมากที่สุด

วันอังคาร, พฤศจิกายน 04, 2008

ทำไมกว่าจะซื้อโทรศัพท์ได้สักเครื่องมันยากนักนะ

ในที่สุดก็สามารถต่อ Notebook เข้ากับโทรศัพท์มือถือเพื่อใช้ Internet ได้
เรื่องนี้ยาวมาก ไม่ใช่เรื่องทางเทคนิคหรอก แต่เป็นเรื่องความไม่รู้ของเราเองบวกกับความไม่รู้ของคนขายบางคน

เรื่องก็คือเราไม่เคยรู้เลยว่าการต่อ Internet ผ่านโทรศัพท์มือถือมันทำได้จริง (มานาน) แล้ว พอเรารู้ด้วยโฆษณาของ Internet SIM ของ DTAC เราก็เลยสนใจขึ้น

แต่ปรกติเราใช้โทรศัพท์รุ่นพื้นฐานเท่านั้น ราคาเครื่องต่ำกว่า 1000 บาท มาตลอด ก็เลยไม่รู้ว่าโทรศัพท์มือถือสมัยนี้มีรายละเอียด option เยอะมาก เยอะมากจนเรางง

เพราะฉะนั้นตอนที่เราไปซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่เพื่อนำมาต่อกับ Internet เราจึงคุยกับคนขายไม่รู้เรื่องเลย

เรา :> ขอซื้อโทรศัพท์หน่อยครับ
คนขาย :> รับรุ่นไหนดีคะ
เรา :> รุ่นที่ต่อกับ Notebook แล้วใช้ Internet ได้ น่ะครับ
คนขาย :> รุ่นนี้เลยค่ะ ราคา 4xxx บาท
เรา :> ดู spec เครื่องตรงไหนหรือครับ จึงจะทราบว่ารุ่นนี้ใช้ Internet ได้
คนขาย :> รุ่นนี้แหละค่ะ ใคร ๆ เขาก็ใช้กันได้
เรา :> ???

เราเดินหนีเลย

เรา :> ขอซื้อโทรศัพท์หน่อยครับ
คนขาย :> รับรุ่นไหนดีคะ
เรา :> รุ่นที่ต่อกับ Notebook แล้วใช้ Internet ได้ น่ะครับ
คนขาย :> รุ่นนี้เลยค่ะ ราคา 5xxx บาท
เรา :> ดู spec เครื่องตรงไหนหรือครับ จึงจะทราบว่ารุ่นนี้ใช้ Internet ได้
คนขาย :> ดูที่ Bluetooth ค่ะ ถ้ามีแปลว่าใช้ได้
เรา :> ???

เราเลยเลี่ยงไปดูร้านอื่น ที่ร้านอื่นก็จะเจอประสบการณ์คล้าย ๆ กัน

เรา :> ขอซื้อโทรศัพท์หน่อยครับ
คนขาย :> รับรุ่นไหนดีครับ
เรา :> รุ่นที่ต่อกับ Notebook แล้วใช้ Internet ได้ น่ะครับ
คนขาย :> รุ่นนี้เลยครับ ราคา 6xxx บาท
เรา :> ดู spec เครื่องตรงไหนหรือครับ จึงจะทราบว่ารุ่นนี้ใช้ Internet ได้
คนขาย :> ดูที่ GPRS/EDGE ถ้ามีแปลว่าใช้ได้
ฟังดูเข้าที
เราก็เลยดูเครื่องอื่น ๆ ในตู้เพื่อหาตัวเลือก สายตาไปเจอเครื่องหนึ่งราคา 3xxx เครื่องนี้ล่ะครับ มี GPRS เหมือนกันใช้ได้ไหม
คนขาย :> ไม่ได้ครับ
เรา :> อ้าว ??? (เรามาเดา+เข้าใจเอาทีหลังว่าเครื่องอาจจะใช้ WAP ผ่าน GPRS ได้เท่านั้น)

สุดท้ายเราเลยเลิกซื้อจากตู้เลย เดินเข้าศูนย์ DTAC ทันที และบทสนทนาทั้งหมดก็เริ่มขึ้นอีกครับ โชคดีคราวนี้เจ้าหน้าที่ของ DTAC มีความอดทนสูงมากและมีความเข้าใจในสิ่งที่ตนทำเป็นอย่างดีจึงสามารถอธิบายให้เราฟังไปทีละขั้น ๆ จนเราเข้าใจ ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้

พอเข้าใจแล้วก็เลยซื้อเลย ได้ NOKIA 3110 Classic มา 1 เครื่อง ราคาก็ไม่สูงมาก

เรื่องที่ติดใจเราก็คือ คนขายที่ร้านตามตู้ บางทีดูไม่มีความรู้ในสินค้าที่ขายเลย บางคนก็มีความรู้ แต่เป็นความรู้ที่ผิด (เป็นความเชื่อ ไม่ใช่ความรู้) แต่เขาก็ขายของกันได้ และก็มีคนซื้อของเขาเยอะแยะเสียด้วย ก็คือประสบความสำเร็จในการขายเป็นอย่างดี

ดังนั้น สำหรับสังคมของเราแล้ว การพัฒนาตนเองอาจจะไม่ใช่สิ่งจำเป็นก็ได้ เพราะดูจะไม่มีใครสนใจว่าตนจะได้รับสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพดีและปลอดภัยหรือไม่

ส.ส. ก็เหมือนกัน

วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 31, 2008

นักการเมืองและข้าราชการ (บางคน) นั่นแหละ ที่สร้างคนอย่างทักษิณขึ้นมา

ขอบันทึกความคิดเกี่ยวกับคุณทักษิณสักหน่อย แม้ว่าจะช้าไปหลายปี เพราะเพิ่งคิดออก

คงจะมีหลายสำนักได้วิเคราะห์ไว้แล้วว่าคนอย่างคุณทักษิณนั้นเป็นอย่างไร และเกิดขึ้นมาในสังคมไทยได้อย่างไร เราเองก็ได้อ่านบ้าง ไม่ได้อ่านครบ แต่คำสำคัญที่มักจะเจอบ่อย ๆ ก็เช่น ทุนนิยมสามานย์ อำนาจเหนือทรัพยากรของชนชั้น คิดไวทำไว ฯลฯ รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง

เวลาผ่านมาขนาดนี้ เรากลับคิดว่าคุณทักษิณแม้ไม่ใช่คนดี แต่ก็มิได้ผิดปรกติไปจากนักการเมืองคนอื่น ๆ คือไม่ได้เลวมากกว่ากันหรือน้อยกว่ากันสักเท่าไร
  • ถามง่าย ๆ ว่าเมื่อสมัยยังไม่มีคนอย่างคุณทักษิณ ประเทศไทยของเรามันไม่มีการฉ้อราษฏร์ บังหลวงหรือ?
  • นักการเมือง หรือแม้แต่ผู้มีบารมีทางการเมืองรุ่นเก่า ๆ ไม่เคยมีเรื่องอื้อฉาวที่กระซิบกระซาบกันทั่วไปหรือ? ไม่ว่าจะเป็น ป๋าเปรม น้าชาติ บรรหาร หรือแม้แต่คุณชวน บางเรื่องท่านเหล่านี้มิได้ลงมือเอง แต่เรื่องเหล่านั้นก็ไม่พ้นจากความรับผิดชอบของท่านไปได้
แล้วคุณทักษิณต่างจากนักการเมืองคนอื่นตรงไหน? คนทุจริตสมัยก่อนมีตั้งเยอะ คุณทักษิณไม่ใช่คนแรก ทำไมจึงถูกรุมเกลียด? ถ้าตอบเท่าที่เห็นก็คือ คุณทักษิณเวลาจะทำอะไรไม่ค่อยเกรงใจใคร ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองค่ายไหน เก่าหรือใหม่ก็ตาม

ลักษณะนิสัยของคนไทยที่ผมรู้จัก มักจะรักหน้าและรู้ว่าคนอื่นก็รักหน้า เป็นศัตรูกันยังไว้หน้ากัน เวลาถูกไม่ไว้หน้าแล้วมันเคืองนาน และผมคิดว่านั่นเป็นจุดสำคัญ

ผมคิดว่าเป็นเพราะคุณทักษิณเป็นนักธุรกิจมาก่อน และทำธุรกิจ เป็นที่รู้กัน (และน่าอายที่เราไม่รู้สึกว่ามันผิดปรกติ) การทำธุรกิจในประเทศไทยมันไม่สะอาด หากเป็นธุรกิจเล็ก ๆ ระดับความไม่สะอาดมันก็เล็ก ๆ เช่น ระดับเทศกิจ หรือระดับตำรวจ หากธุรกิจมันใหญ่ขึ้นความไม่สะอาดมันก็มากขึ้นเช่น ระดับนักการเมือง

คุณทักษิณคงโดนมาหมดแล้ว ทั้งนักการเมืองในยุคป๋าเปรม นักการเมืองในยุคน้าชาติ และนักการเมืองในยุคคุณชวน ส่งผลให้คุณทักษิณ หมดศรัทธานักการเมืองทั้งระบบ นักการเมืองเองนั่นแหละที่ทำให้คุณทักษิณดูถูกนักการเมืองทั้งระบบได้ นักการเมืองเองนั่นแหละที่ไม่ทำตัวให้น่านับถือและศรัทธาเองตั้งแต่แรก!

อีกประเด็นหนึ่งก็คือระบบราชการก็ถูกข้าราชการและนักการเมืองบางคนใช้เป็นเครื่องมือในการหาประโยชน์ ทั้งคุกคามคนสุจริต และอำนวยประโยชน์ให้คนทุจริต

ตัวระบบราชการเองก็น่าจะมีส่วนรับผิดชอบต่อปรากฏการณ์นี้ เพราะระบบราชการนั้นออกแบบมาให้รัดกุมและปฏิบัติตามได้ยาก หรือปฏิบัติตามไม่ได้เลยตามความเป็นจริง (หรือใครจะว่าผมโง่ หรือด้อยสามารถที่ไม่สามารถปฏิบัติตามระเบียบราชการบางข้อได้ ก็ได้ ผมไม่ถือ เรื่องบางเรื่องจะต้องเจอด้วยตนเองเท่านั้นจึงจะเชื่อได้)

พอปฏิบัติตามจริง ๆ ไม่ได้ คนก็ไม่ให้ความสำคัญ สัก ๆ แต่ว่าเซ็น ๆ ไปตามขั้นตอน ซึ่งเป็นเสมือนพิธีกรรมเท่านั้น

ระบบที่เข้มงวดมากจึงกลายเป็นระบบที่ไม่เข้มงวดเลย ระบบที่มีกฏเกณฑ์มากจึงกลายเป็นระบบที่หละหลวมที่สุด

คุณทักษิณก็เป็นคนหนึ่งที่ หมดศรัทธาต่อระบบ ไม่เห็นความศักดิ์สิทธิ์ของระบบเห็นกระบวนการตามระเบียบราชการเป็นเพียงพิธีกรรมและเห็นช่องโหว่ของระบบ เรื่องมันจึงเป็นเรื่องขึ้นมา

ผมคิดว่าต่อให้จับคุณทักษิณมาติดคุกได้ คนอย่างคุณทักษิณก็ยังจะมีเกิดขึ้นใหม่อีกมาก เหมือนกับในนิยายหรือการ์ตูน ที่จอมมารมักจะเกิดขึ้นจากคนธรรมดา ที่โดนคนเลวชั้นต่ำ ๆ รังแกก่อน

ถ้านักการเมืองยังทำตัวให้น่าดูถูก ถ้าระเบียบราชการยังถูกบังคับใช้โดยคนที่ไม่เข้าใจและยังถูกหาประโยชน์จากช่องว่างโดยคนที่ฉลาดที่ฉ้อฉล คนอย่างทักษิณก็จะเกิดขึ้นอีก

วันอาทิตย์, มีนาคม 23, 2008

สังคมอุดมอวิชชา

เมื่อวานซืน เอาเครื่องเล่น MP3 ไปให้ร้านเขาซ่อม (ในประกัน) ร้านออกใบรับสินค้าให้ และขอเบอร์โทรศัพท์เราไว้ เราถามว่าเมื่อไรเสร็จ ร้านตอบว่า ให้โทรไปถาม

ซึ่งเราเห็นว่าผิดตรรก เพราะว่าเราไม่มีทางรู้ว่าเครื่องของเราจะซ่อมเสร็จเมื่อไร แต่ร้านจะรู้ทันทีเมื่อเครื่องซ่อมเสร็จ ทำไมร้านไม่โทรหาเรา แล้วก็โทรทีเดียว จะคิดค่าโทรก็ได้ เพราะเข้าใจอยู่ว่าถ้าต้องโทรหาลูกค้าหลาย ๆ คนมันก็มีค่าใช้จ่าย

ถ้าให้เราโทร เราอาจต้องโทรไปหลายครั้ง เพื่อฟังคำตอบว่า ยังซ่อมไม่เสร็จ !!??

แต่ตรรกแบบนี้คือตรรกที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ (?) เพราะถ้าคนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ ร้านนี้คงขายของอยู่ไม่ได้ แต่ร้านนี้ก็อยู่ของมันมาได้ จากการสังเกต เราก็พบว่าร้านค้าส่วนใหญ่ก็จะมีพฤติกรรมทำนองนี้ คือคิดแบบตรรกไม่ได้ หรือไม่ก็คิดได้แต่ไม่คิด และผู้บริโภคจำนวนหนึ่งก็ไม่คิดเหมือนกัน ผู้บริโภคอีกจำนวนหนึ่ง (รวมเราด้วย) ก็ไม่อยากมีปัญหา เพราะกลัวร้านเขาจะแกล้งไม่ซ่อมให้ หรือซ่อมให้ช้า

-------------------------------------------------------
เดินต่อมาอีกสักหน่อย ชักอยากจะซื้อแผ่น DVD แบบที่เขียนลงไปได้ (คงจะมีหลายชนิด) เห็นมีอยู่ชนิดหนึ่ง DVD-R x16 ยี่ห้อ PRINCO เห็นเขียนข้างกล่องว่า ต้องใช้กับตัวเขียนที่ผ่านมาตรฐานใหม่เท่านั้น หาไม่แล้ว แผ่นอาจจะเสีย หรือร้ายแรงกว่านั้น ตัวเขียนก็จะเสียไปด้วย

ถามคนขาย คนขายยืนยันว่าใช้ได้แน่นอน ไม่เคยได้ยินว่าจะใช้ไม่ได้ เราก็ลำบากใจที่จะเชื่อ

-------------------------------------------------------
เมื่อตอนต้นปี เราไปเที่ยวเชียงรายกับเพื่อน ขากลับขอลงที่เชียงใหม่เพื่อต่อรถ บขส. กลับบ้านเอง เพราะว่าไปคนละทางกัน

รถที่ได้ มีสภาพแย่มาก คนขับรถรับจ้างขนพัสดุด้วย และพัสดุก็กินที่นั่งผู้โดยสายไปร่วม 10 กว่าที่ แต่คนขับก็ยืนยันที่จะรับผู้โดยสารจำนวนเท่าเดิม ทำให้โดยสารกันอย่างแออัด

พอรถขึ้นเขา ก็ไปตายอยู่บนเขาในกลางดึก

-------------------------------------------------------
ก่อนหน้านี้หลายปี เราเคยซื้อแบตเตอรี่แบบอัดประจุซ้ำได้ พร้อมเครื่องอัดประจุ ปรากฎว่าตัวแบตเตอรี่กับตัวอัดประจุ มันเป็นคนละชนิดกัน ซึ่งคู่มือก็ไม่ได้เขียนว่ามันจะใช้ด้วยกันได้ เราก็เลยถามคนขายว่าเครื่องอัดประจุที่ใช้อัดประจุแบตเตอรีชนิดนี้มีหรือไม่

คนขายทำท่าทาง งง และหงุดหงิดมาก ถามเราว่า นี่ถ่านชาร์จ! นี่เครื่องชาร์จถ่าน! ทำไมจะใช้ไม่ได้

จริง ๆ แล้วจะใช้กันได้หรือไม่ เราก็ไม่รู้หรอก แต่คู่มือเขียนว่าให้ใช้กับแบตเตอรีชนิดนี้เท่านั้น ต่อให้คนขายยืนยันว่าใช้ได้ เราก็ลำบากใจที่จะเชื่อ

เราไม่รู้ว่าคนขายอ่านคู่มือหรือเปล่า เราไม่รู้ว่าลูกค้าคนอื่นเขารู้ว่ามันใช้ได้แน่ ๆ หรือว่าเขาแค่เชื่อคนขายเฉยๆ

-------------------------------------------------
หรือแม้แต่กระทั่งเว็บไซต์ยอดนิยม ก็มีการออกแบบหน้าเว็บที่ในสายตาผมถือว่าแย่ เช่นการบรรจุทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในหน้าแรก เลอะเทอะ และใช้เวลาโหลดนาน สำหรับคนที่มีแบนด์วิทธ์น้อย ๆ

บางทีก็เอาเรื่องใต้สะดือมาล่อ

ก็เป็นเว็บไซต์ที่ยอดนิยม (จนได้) [แล้วก็บ่นว่าวัยรุ่นไทยสนใจแต่เรื่องใต้สะดือ]

-------------------------------------------------
เราคิดว่าผู้ประกอบวิชาชีพหลายวิชาชีพขาดความรู้ในสิ่งที่คนเองทำ และผู้บริโภคก็ไม่รู้ว่าผู้ที่ประกอบวิชาชีพเหล่านี้ขาดความรู้ที่จะให้บริการผู้บริโภคอย่างถูกต้อง

เมื่อคนให้บริการ คนขาย ไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี และผู้บริโภคไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี
บริการดี ๆ หรือสินค้าดี ๆ จะขายได้อย่างไร?

แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดคือสิ่งนี้ ผู้บริโภครู้ว่าอะไรดีมีคุณภาพ และถูกต้อง รู้ว่าอะไรแย่ ไร้คุณภาพ และผิด จะกระตุ้นให้ ผู้ขาย และผู้ให้บริการพัฒนาสินค้าและบริการของตนเองอยู่เสมอ

แต่ถ้าแรงขับเคลื่อนนี้ไม่ทำงาน จะมีใครที่ตั้งใจจะพัฒนาสินค้า และบริการ เพื่อผู้บริโภค ก็ในเมื่อตั้งใจทำก็ขายได้ ไม่ตั้งใจทำก็ขายได้

พอไม่มีการพัฒนา มันก็แข่งขันกับนานาชาติไม่ได้ ถ้าอยากจะแข่งให้ได้ ก็ใช้ข้อได้เปรียบเรื่องราคาเพียงอย่างเดียว พอค่าเงินมันขึ้น ก็หมดความสามารถในการแข่งขันกันเป็นแถว

นี่ไม่ใช่เรื่องของผู้ผลิตหรือผู้ขายอย่างเดียว

เพราะถ้าผู้บริโภคไม่มีความรู้ และไม่รู้จักเลือกและแยกแยะสิ่งที่มีคุณภาพออกจากสิ่งที่ไม่มีคุณภาพ ไม่แยกแยะบริการที่ดีออกจากบริการที่ห่วย ผู้ประกอบการที่ไหนมันจะปรับตัว!?

สังคมไทยก็เต็มไปด้วยสินค้าและบริการที่ด้อยคุณภาพ หลอกได้ก็แต่กับคนไทยด้วยกันเอง ไปขายใครที่อื่นก็ไม่ได้ หมดสิ้นซึ่งความสามารถในการแข่งขัน

ไม่รู้ว่าจะโทษใครดี เพราะ
- จากมุมมองของคนขาย ตั้งใจทำก็ขายได้ ไม่ตั้งใจทำก็ขายได้ จะตั้งใจให้เหนื่อยทำไม มันก็ไม่น่าจะผิด
- จากมุมมองของคนซื้อ ในเมื่อไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี ซื้ออะไรมาก็เหมือนกัน มันก็ไม่น่าจะผิดเหมือนกัน

ถ้าจะผิด ก็คงต้องว่าลูกค้าบางคนผิดที่เสือกรู้มาก เพราะถ้าไม่รู้ซะว่ามันไม่ดีก็อาจจะไม่เป็นทุกข์ก็ได้

วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 22, 2008

อย่างได้อย่างไร ให้ทำอย่างนั้น

ไม่ใช่เอาแต่บ่น ๆ ๆ
โทษโน่น โทษนี่ โทษฟ้า โทษดิน

เราอย่าได้หวังความสมบูรณ์แบบจากใครคนอื่น ไม่มีหรอก แม้แต่กับตนเองก็ไม่มี มัวแต่โวยวายเรียกร้องโน่นนี่ เสียเวลาทำมาหากินเปล่า ๆ

ถ้าคิดว่าที่เป็นอยู่นั้นไม่ดี อะไรที่จะทำให้มันดีได้ ก็ทำซะ