วันศุกร์, ธันวาคม 02, 2011

ปัญหาการทุจริตฉ้อราษฏร์บังหลวง - มุมมองใหม่

วันนี้ได้อ่านบทความ "ไทยติดอันดับ ๘๐ คอรับชั่นโลก" จากไทยโพสต์ ฉบับวันศุกร์ที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๔ แล้วลองคิด ๆ ดูได้พบมุมใหม่ขึ้นมาประการหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้สังคมไทยพ้นไปจากสภาพ "เรื่องโกงเป็นเรื่องธรรมชาติ" ได้


มุมมองใหม่ที่ว่านี้เกิดจากความคิดที่ว่า 
คนเหมือนกัน ทำไมบางประเทศจึงมีการฉ้อราษฏร์บังหลวงน้อยกว่าประเทศอื่น ๆ ?
เป็นไปได้หรือไม่ว่าแต่เดิม มุมมองที่เรามีต่อการฉ้อราษฏร์บังหลวงและวิธีที่เราพยายามใช้แก้ไขพฤติกรรมการฉ้อราษฏร์บังหลวงนั้นมาจากมิติที่ไม่รอบด้านเพียงพอ เมื่อมองจากมุมที่จำกัดจึงไม่เห็นสาเหตุที่แท้จริง เมื่อไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงจึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้

ที่คิดอย่างนี้เพราะผมไม่อาจทำใจเชื่อได้ว่าคนต่างชาติจะมีศีลธรรมสูงกว่าคนไทย (และไม่เชื่อว่าคนไทยจะมีศีลธรรมสูงกว่าคนต่างชาติ) ในแง่ของความเป็นมนุษย์ผมคิดว่า คนไม่ต่างกัน แต่อะไรล่ะที่ทำให้สังคมของคนในแต่ละที่มันถึงได้ต่างกัน

มุมมองเดิมคืออะไร? มุมมองเดิมก็คือการฉ้อราษฏร์บังหลวงเกิดขึ้นเพราะคนมันเลว ดังนั้นวิธีแก้คือทำให้คนมันกลายเป็นคนดีซะ!!?? ซึ่งผมว่ามันตื้นมาก ตื้นเกินไป ตื้นขนาดที่มีโฆษณารณรงค์ให้เป็นคนดีแบบแปลก ๆ เช่นมีโฆษณาวิทยุอยู่โฆษณาหนึ่ง เป็นฉากสอบสัมภาษณ์สมัครงานซึ่งมีดังนี้

ผู้สัมภาษณ์: พิมพ์ดีดเป็นไหม
ผู้สมัคร: ไม่เป็นครับ
ผู้สัมภาษณ์: ใช้คอมพิวเตอร์เป็นไหม
ผู้สมัคร: ไม่เป็นครับ
ผู้สัมภาษณ์: เอ้า! แล้วเป็นอะไรมั่งเนี่ย
ผู้สมัคร: เป็นคนดีครับ
ผู้สัมภาษณ์: โอเค...รับเลย

ผมคิดว่าถ้ารับคนดีแบบนี้เข้าไปทำงาน ผู้ใช้บริการหน่วยงานอาจจะเป็นฝ่ายเสียหายมากกว่า แล้วมันก็ไม่ใช่การทำดีตรงไหน การส่งเสริมคนดีที่เป็นอย่างนี้ในระยะยาวแล้วอาจสร้างคนเลวอื่น ๆ ขึ้นได้มาก สรุปแล้วจะเสียมากกว่าดี

ด้วยการที่เรามองว่าความเลวเป็นเหตุแห่งการฉ้อราษฏร์บังหลวง เมื่อจะดับที่เหตุก็เลยดับที่ความเลวโดยทำให้มันดีซะ ซึ่งจากข่าวไทยโพสต์วันนี้แสดงให้เห็นเองแล้วว่ามันไม่ได้ผล (หรืออย่างน้อย แก้ไขที่ประเด็นนี้เพียงประเด็นเดียวมันไม่ได้ผล)

งั้นเราเอาใหม่ ลองตั้งสมมติฐานว่าคนเราจะ ดี-เลว ในแต่ละสังคมไม่น่าจะต่างกันมากนักหรอก ดังนั้นจะ ดี หรือ เลว อาจไม่ใช่สาเหตุของการฉ้อราษฏร์บังหลวงโดยตรง สาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้มีการโกงเกิดขึ้นน่าจะมีอะไรได้อีกบ้าง...


ประเด็นหนึ่งที่น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การฉ้อราษฏร์บังหลวงกลายเป็นเรื่องที่คนธรรมดายอมรับได้ก็คือ ระบบงานมันไม่มีประสิทธิภาพ ถ้าลองนึกถึงสมัยที่องค์การโทรศัพท์ยังเป็นผู้ให้บริการคู่สายโทรศัพท์เพียงรายเดียวในประเทศไทยอยู่ การขอคู่สายโทรศัพท์เป็นเรื่องที่ยาก ใช้เวลานาน ราคาแพงและความช้าเร็วในการรอคิวขึ้นอยู่กับเงินพิเศษที่อาจต้องจ่ายเพิ่ม

คนยอมจ่ายเพราะระบบมันไร้ประสิทธิภาพ

ปัจจุบันมีผู้ให้บริการหลายเจ้า แต่ละเจ้าแข่งขันกันในด้านประสิทธิภาพการให้บริการ เมื่อระบบงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้อง "ยอมจ่าย" อีกต่อไป ถ้ามีเจ้าพนักงานเรียกเงินเพิ่ม ผู้ใช้บริการก็จะรับไม่ได้ และไม่ยอมจ่ายในที่สุด

บางครั้ง ปัจจัยที่เอื้ออำนวยให้คนไม่มีฉวยโอกาสฉ้อราษฏร์บังหลวงได้ก็เพราะคนธรรมดา หาข้ออ้างให้ตัวเองทำผิดระเบียบได้โดยไม่รู้สึกผิด ตัวอย่างเช่น ผมเคยสังเกตนักศึกษาที่ซื้ออาหารจากโรงอาหาร ในยุคหนึ่งไม่ค่อยพบว่าจะมีการเข้าคิวเท่าไร ใครแทรกเก่ง หน้าด้าน ก็จะได้สั่งอาหารก่อน นักศึกษากลุ่มเดียวกันเวลาไปซื้อตั๋วหนังที่ SF หรือ EGV กลับสามารถเข้าคิวต่อแถวกันได้อย่างเป็นระเบียบ

คนกลุ่มเดียวกันแท้ ๆ

นี่ยิ่งยืนยันกับผมต่อไปว่า ถ้าระบบดีมีประสิทธิภาพ ไม่มีคนธรรมดาคนไหนอยากจะเอาเปรียบคนอื่น ไม่อยากจะลัดคิว ไม่อยากจะผิดระเบียบ แต่เนื่องจากระบบมันไม่มีประสิทธิภาพ คนธรรมดาไม่อยากจะเสียเปรียบใครก็เลยมีข้ออ้างให้ตัวเองต้องยอมทำผิดระเบียบ แล้วก็เลยต้องพึ่งพาคนไม่ดีที่มีอำนาจ เป็นจุดเริ่มต้นของวงจรอุบาทว์ของการฉ้อราษฏร์บังหลวงของประเทศชาติต่อไป

ดังนั้นการแก้ไขปัญหาการฉ้อราษฏร์บังหลวงที่น่าจะได้ผลดีกว่าการโฆษณารณรงค์ให้คนเป็นคนดี ก็คือการปรับปรุงประสิทธิภาพในงานต่าง ๆ ให้สูงขึ้น และนั่นทำให้ขยายความต่อไปได้อีกว่า การที่เรายอมให้มีความไร้ประสิทธิภาพในงานของเราก็เท่ากับเราส่งเสริมการฉ้อราษฏร์บังหลวงและเป็นส่วนหนึ่งของมันนั่นเอง

วันพฤหัสบดี, พฤศจิกายน 17, 2011

การเมือง - เกมแห่งอำนาจ

ขอเดาว่า เรื่องวุ่น ๆ ทางการเมืองช่วงนี้ ว่าด้วยเรื่องการอภัยโทษ
ดูไปดูมา อาจจะเป็นเพียงละครการเมืองเท่านั้นของผู้เล่นหนึ่งตัวเท่านั้น

สำนวนที่ว่า เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล ใช้ได้กับผู้นำที่ปราศจากธรรม
แต่ขุนพลรู้จักเกมแห่งอำนาจ คงไม่ยอมให้ศึกจบง่าย ๆ
ถ้าศึกจบ ขุนพลก็หมดความหมาย
แต่ถ้าแพ้ศึก ขุนพลก็หมดความหมายเหมือนกัน

ถ้าศึกยืดเยื้อล่ะ?
ชนะแต่ไม่เด็ดขาด เพลี่ยงพล้ำแต่ไม่ยับเยิน
มึงต้องใช้กูไปเรื่อย ๆ นี่แหละ อย่ามาสะเออะหายใจเอง

หักเหลี่ยม เฉือนคมกันแบบเนียน ๆ
ไม่รู้ว่ามีคนกระอักเลือดหรือยัง
...น่าจะยัง เพราะมันอาจไม่ใช่เกม
...น่าจะยัง เพราะถ้าเป็นเกม มันก็ยังไม่จบง่าย ๆ
...น่าจะยัง เพราะคนเล่นคงวางหมากไว้หลายชั้น นี่แค่ชั้นแรก ๆ


หรืออาจจะไม่มีการกระอักเลือดเลยก็ได้เพราะผมคิดผิด (และผมก็ผิดบ่อย ๆ)
มันอาจจะเป็นของมันอย่างนั้นแหละไม่ใช่เกมเกิมอะไรสักหน่อย
คิดมากไปได้ เหอ เหอ เหอ


เอาเถอะครับ ชอบผู้บริหารแบบนี้ คราวหน้าอยากเลือกอีกก็เอาเถอะครับ สิทธิ์ใครสิทธิ์มัน
Action and Consequence ช่วยกันรับผิดชอบ ตอบคำถามลูกหลานด้วยก็แล้วกัน



วันศุกร์, ตุลาคม 28, 2011

น้ำท่วม / ตุลาคม 2554

สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ปีนี้เข้าสู่การรับรู้ของผมทีละน้อย ๆ ตั้งแต่ต้นเดือนเป็นต้นมา ทั้งนี้เนื่องจากช่วงปลายเดือนกันยายน - ต้นเดือนตุลาคมของปีนี้มีอะไรเป็นพิเศษอยู่ นั่นคือมีงานที่มีกำหนดส่งในช่วงนี้เป็นจำนวนมาก ทั้งเรื่องหลักสูตร ซึ่ง...คงจะเขียนได้อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องแผนงบประมาณ แผนครุภัณฑ์ (ที่สุดแล้วก็ไม่ทัน) ตรวจข้อสอบ ส่งเกรด ส่งบทความวิจัย ทำหนังสือเดินทาง ทำวีซ่า ทั้งหมดนี้กระจุกอยู่ในช่วงเวลาไม่เกิน 3 สัปดาห์ เหตุผลน่ะเหรอ....เชื่อไหมว่ามันก็เหตุผลเดียวกับเรื่องน้ำท่วมกรุงเทพฯ นั่นแหละ

ในช่วงนั้นก็ทำงานตลอด กลับบ้านก็ไม่ได้หยุด แม้เปิดทีวีดูข่าวก็ไม่ได้ดูเต็ม ๆ คือทำงานไปด้วยฟังเสียงทีวีไปด้วย พอรู้ตัวอีกที น้ำก็ท่วมกรุงเทพซะแล้ว
ภาพจากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ออนไลน์ ฉบับวันที่ 28 ตุลาคม 2554
ณ เวลานี้ผมทำงานอยู่ที่ขอนแก่น นึกไม่ออกว่าที่บ้านที่กรุงเทพฯ จะเป็นยังไง มันจะกระทบชีวิตคนในครอบครัวขนาดไหน ทั้ง ๆ ที่ในชีวิตผมผ่านน้ำท่วมกรุงเทพฯ มาแล้วหลายครั้ง จนมีช่วงหนึ่งในชีวิตที่คิดว่ามันคือกิจวัตรประจำปีด้วยซ้ำ แต่ทำไมครั้งนี้ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งกว่าครั้งใด ๆ ที่เคยเจอมาก่อนก็ไม่รู้เหมือนกัน

เกี่ยวกับเรื่องน้ำท่วมนี้ คิด ๆ ดูแล้วผมพบว่าในใจผมมีความโกรธอยู่ ดวงเล็ก ๆ แต่ท่าทางจะดับยาก ความโกรธนี้พุ่งเป้าไปที่คนที่มีส่วนรับผิดชอบโดยตรงและโดยอ้อมทุกคน ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว อารมณ์ประมาณว่า แม่ง เรื่องแค่นี้จะตั้งใจทำให้ดีก็ไม่ได้

ใครอยู่หน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรระดับไหนก็ตาม ลองใตร่ตรองดูนะครับว่า ประสิทธิภาพของหน่วยงานของท่านยังดีอยู่หรือ เอาที่ตาผมเห็นนะ ผมอาจจะเห็นไม่หมด ผมไม่ค่อยพบว่าภาครัฐมีการวางแผนเป็นกิจลักษณะ ถูกต้องตามหลักวิชา และถี่ถ้วนตามลำดับชั้น

แน่นอนว่ามีการวางแผน แต่ว่าเป็นการวางแผนตามพิธีกรรม คือทำตาม ๆ เขา และข้อกำหนดก็ไม่ถี่ถ้วน ไม่ได้ทำตามหลักสามัญสำนึกอะไร การวางแผนถึงทำจนมีกระดาษเรื่องแผนเป็นปึก ๆ ก็เหมือนไม่ได้วางแผนนั่นแหละ

นั่น!

คือสาเหตุที่ทำให้น้ำท่วม

ย้อนกลับไปอ่านย่อหน้าแรกนะครับ ว่าผมเจออะไรในที่ทำงาน ผมไม่กล้าว่าคนอื่นนักหรอก เพราะผมเองก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบนั้นเหมือนกัน

สิ่งที่ผมขอเสนอก็คือ ไม่ว่าพิธีกรรมทางเอกสารจะมีตัวอย่างมาอย่างไร ขอให้พวกเราทำงานโดยมีหลักสามัญสำนึกธรรมดา ๆ รองรับไว้เสมอ ไม่เช่นนั้นแล้ว หลักวิชา หรือพิธีกรรมใด ๆ ที่ไปเลียนแบบเขามาก็คงทำให้เราเป็นได้เพียงลิงใส่ชฏาเท่านั้น หาได้เป็นเทวดาตามอาภรณ์ที่สวมใส่ไม่

และเรื่องนี้ ตัวเรานี่แหละจะรู้ตัวเองดีที่สุด หลอกตัวเองไม่ได้หรอก

วันศุกร์, กันยายน 09, 2011

วิธีการสอนในเทอมนี้ ดูเหมือนจะได้ผลดี

จากที่เคยบ่น ๆ ไว้เรื่องคำพูดของ George Bernard Shaw เมื่อสักพักใหญ่ ๆ มาแล้ว ก็อย่างที่บอก ไม่ใช่ทุกคนที่สอนได้ อันนี้ไม่ใช่หยิ่ง จองหองนะ มันเหมือน ๆ กับว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะทำอาหารอร่อยนั่นแหละ ดังนั้นคนที่ทำอาหารอร่อยควรจะภูมิใจฉันใด คนที่สอนได้และโดยเฉพาะที่สอนได้ดี ก็ควรจะภูมิใจด้วยเช่นกันฉันนั้น

ในภาคเรียนนี้ (๑/๒๕๕๔) ผมได้ประมวลความบกพร่องในการสอนจากภาคเรียนก่อน ๆ เข้าด้วยกันพบว่า ความบกพร่องของผมก็คือ
  • ให้เวลาน้อยเกินไปกับคนที่ตั้งใจเรียน อยากเรียน อยากรู้
  • ให้เวลามากเกินไปกับคนที่ไม่ตั้งใจเรียน ไม่ได้อยากเรียน ไม่ได้อยากรู้
  • เอาเรื่องพื้นฐานที่ควรให้นักเรียนขบคิดเอง ไปสอนอย่างละเอียดในห้องเรียน ส่งผลให้คนที่เรียนได้เร็วจะเบื่อ ในขณะที่คนที่เรียนได้ช้าก็จะงง
ภาคเรียนนี้เลยคิดอีกวิธีหนึ่งออกมา ก็คือ ในส่วนคะแนนเก็บ ผมไม่เช็คชื่อแล้ว แต่ผมจะกำหนดชั่วโมงเข้าพบไว้ ทำเป็นตารางแน่นอนไว้สัปดาห์ละ ๓ ชั่วโมง ในภาคเรียนนี้นักศึกษาจะต้องมาพบผมเพื่อถามคำถาม ๘ ครั้งตาม ๘ หัวข้อในบทเรียนภายในเวลาที่กำหนด

นั่นหมายความว่า หากไปถามข้างทาง จะไม่ได้รับการเช็คชื่อ ถามนอกเวลาที่กำหนดให้ถามจะไม่ได้รับการเช็คชื่อ ถามเกินได้ แต่ไม่เช็คชื่อเกินให้ เช็คชื่อให้แค่ บทละ ๑ ครั้งเท่านั้น และผมให้สามารถเข้ามาตั้งคำถามได้พร้อม ๆ กันครั้งละ ๔ - ๕ คน คำถามเดียวก็ได้จะเช็คชื่อให้ทุกคน

ผลตอบรับที่ได้นับว่าดี กล่าวคือ
  • คนที่ต้องการถาม มีเวลาแน่นอนที่จะเข้ามาถามผม ไม่ต้องรอดูว่าผมอยู่ที่ห้องทำงานหรือเปล่า
  • คนที่ไม่เคยถามเลย มีจำนวนหนึ่งที่ครั้งแรก ๆ มาถามตามเพื่อนเฉย ๆ (คือไม่ได้ตั้งคำถามเอง) พออยู่ในบรรยากาศการซักถามของเพื่อน ๆ สักพักจะเริ่มสนุกกับการถาม และครั้งต่อ ๆ มาก็สามารถตั้งคำถามเองได้ และได้เรียนรู้คุณค่าของการถาม
  • เนื้อหาที่สอนในห้องเรียน แม้จะเพียงพอกับการสอบ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดที่อยากถ่ายทอด มีนักศึกษาที่เรียนรู้ได้เร็วจำนวนหนึ่งมาเรียนรู้เพิ่มเติมในชั่วโมงที่เปิดให้ถาม
  • สุดท้ายตัวผมเองก็ได้เรียนรู้จากคำถามของนักเรียนเช่นกัน ทั้งในแง่ของตัววิชาเอง และในแง่ของการสอนว่าในชั่วโมงที่ผ่านมานั้นการสอนพลาดประเด็นสำคัญอะไรไปหรือไม่ มันจะสะท้อนออกมาในคำถามของนักศึกษานั่นเอง
จุดอ่อนของภาคเรียนนี้ก็คือการสั่งงานเขียนโปรแกรมที่ที่สุดแล้วก็ตรวจและให้ Feedback กับนักเรียนไม่ทันการณ์ ซึ่งต้องหาทางปรับปรุงต่อไปในอนาคต ใจอยากให้ทำเป็นโครงงานเล็ก ๆ มากกว่าให้โจทย์ แต่ไม่มั่นใจว่าจะดูแลนักศึกษาได้ทั่วถึง และเนื้อหาของโครงงานก็อาจไม่ครอบคลุม หากนักศึกษาได้มาอ่านและมีข้อเสนอแนะใด ๆ ก็ขอให้ทิ้งข้อความไว้ก็แล้วกันครับ ยังไง ๆ ก็น่าจะเป็นประโยชน์กับรุ่นน้องต่อไป

ความพ่ายแพ้ที่มาในคราบของชัยชนะ

ในสัปดาห์นี้มีข่าว (น่าจะ) ดีสำหรับครอบครัวอยู่อย่างหนึ่ง คือผมได้รับตำแหน่งวิชาการแล้ว

เป็นเรื่องที่หัวเราะไม่ออก ร้องไห้ไม่ได้ เพราะจิตใจออกจะสับสนอยู่บ้างว่าอันที่จริงแล้วมันเป็นข่าวดีหรือข่าวร้ายกันแน่ เหตุผลที่ผมสับสนก็เพราะอันที่จริงแล้ว การที่ผมขอตำแหน่งวิชาการนี้ก็เพราะมหาวิทยาลัย "บังคับ" ให้พนักงานมหาวิทยาลัยทุกคนขอตำแหน่งวิชาการภายในเวลา ๗ - ๘ ปี หลังจากการบรรจุ มิฉะนั้นจะไม่ต่อสัญญา สิ่งที่ผมคิดไม่ออกก็คือการมีผู้ช่วยศาสตราจารย์เยอะ ๆ หรือรองศาสตราจารย์เยอะ ๆ หรือศาสตราจารย์เยอะ ๆ มันทำให้มหาวิทยาลัยดีขึ้นอย่างไรจึงทำถึงขนาดต้องบังคับกัน

พูดง่าย ๆ ก็คือผมไม่ชอบถูกบังคับให้ขอตำแหน่ง พอ ๆ กับที่ผมเชื่อว่านักศึกษาไม่ชอบถูกบังคับให้ทำกิจกรรมนั่นแหละ

ผมมีอคติกับวิธีคิด และกระบวนการในการขอตำแหน่งเกือบทุกขั้นตอน ตั้งแต่นโยบายการวัดระดับของมหาวิทยาลัยด้วยจำนวนผู้ดำรงตำแหน่งวิชาการ การเขียนระเบียบที่คลุมเครือ ไม่รัดกุม การตีความไม่สมเหตุสมผลในการระบุประเภทและองค์ประกอบของผลงาน ที่มาของการตัดสินผลงานว่าจะรับประเมินผลงานแบบไหน เกณฑ์ที่เกินเกณฑ์ (Over Spec.) ความไม่ชัดเจนในเรื่องเกณฑ์คุณภาพผลงาน ต้องทำไปแบบเดาใจผู้ประเมิน ซึ่งจะเป็นใครก็ไม่รู้ จะใช้เกณฑ์อะไรก็ไม่รู้ ฯลฯ ผมไม่พอใจกับขั้นตอนไหน ๆ ของมันแม้แต่ขั้นตอนเดียว

แม้จะมีอคติกับมันขนาดไหน แม้จะไร้สาระ ไม่สมเหตุสมผลสักเพียงใด ที่สุดแล้วผมก็ต้องยอมทำตามมันไปจนสิ้นสุดกระบวนการตามระเบียบเสร็จสิ้นและได้ตำแหน่งวิชาการนี้มา

ความสำเร็จ (?) ครั้งนี้ ในทางหนึ่งก็เป็นความสบายใจว่าไม่ต้องกังวลเรื่องต่อสัญญาแล้ว ในอีกทางหนึ่งตำแหน่งนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งการยอมแพ้ต่อสิ่งที่เราไม่เชื่อมั่น ไม่เห็นประโยชน์ ไม่เห็นด้วย ไม่ได้แตกต่างไปจากคนอื่น ๆ ที่เราดูแคลน นับเป็นความอัปยศในใจอย่างหนึ่ง

อาจยิ่งแย่กว่าด้วยซ้ำ เพราะเรามองเห็นและเชื่อว่าว่ามีสิ่งไม่ถูกต้อง ไม่สมเหตุสมผล เกิดขึ้นในระบบ แต่เราก็ยอมแพ้ต่อมันเพื่อเอาตัวรอด เราจะยังกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นครูบาอาจารย์อยู่อีกหรือ?

อย่างไรก็ตามก็ต้องขอขอบคุณผู้สนับสนุนทุก ๆ ท่าน ที่ให้ความช่วยเหลือ กำลังใจและคำแนะนำตลอดกระบวนการ ผมซาบซึ้งจากใจจริงในความหวังดีและเป็นห่วงของทุกท่านครับ

วันอังคาร, กันยายน 06, 2011

เรียนรู้จากการตรวจข้อสอบ

ผ่านไปแป๊บเดียวถึงฤดูกาลตรวจข้อสอบอีกแล้ว รอบนี้ตรวจง่าย จากการตรวจข้อสอบพบว่ามีนักศึกษาอยู่ 4 กลุ่ม คือ
  1. กลุ่มที่รู้ว่าต้องทำอะไร และทำสิ่งนั้นได้
  2. กลุ่มที่รู้ว่าต้องทำอะไร แต่ทำสิ่งนั้นไม่ได้
  3. กลุ่มที่จะให้ทำอะไรก็ทำได้ แต่กลับไม่รู้ว่าต้องทำอะไร
  4. กลุ่มที่ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ทำไม่ได้ และไม่รู้ด้วยว่าต้องทำอะไร
สำหรับผมแล้ว กลุ่มที่ 1 ไม่น่าห่วง เพราะเขาเตรียมตัวมาดีแล้ว
กลุ่มที่ 2 ไม่น่าห่วง เพราะถ้าจำเป็นเขาสามารถหาข้อมูลประกอบมาช่วยแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าปัญหาคืออะไร และควรจะแก้ไขอย่างไร
กลุ่มที่ 4 ก็ยังไม่ห่วง เพราะเขาอาจจะไม่เหมาะกับสายงานนี้แต่แรก แต่อาจจะไปได้ดีในสายงานอื่น ๆ ซึ่งอาจพบในภายหลัง

กลุ่มที่ผมเป็นห่วงมากที่สุดกลับเป็นกลุ่มที่ 3 คือกลุ่มคนที่รู้ว่าวิธี ก. ทำอย่างไร วิธี ข. ทำอย่างไร แต่ไม่รู้อย่างลึกซึ้งถึงธรรมชาติของกรรมวิธี ทำให้เมื่อประสบปัญหาแล้วไม่รู้ว่าเมื่อใดจะต้องใช้วิธี ก. และเมื่อใดจะต้องใช้วิธี ข. และกรรมวิธีต่าง ๆ เหล่านี้จะเชื่อมโยงกันเพื่อแก้ปัญหาโดยรวมได้อย่างไร

ถ้าบอกว่า ให้ทำวิธี ก. ซิ เขาก็จะทำได้ ถ้าบอกว่าให้ทำวิธี ข. ซิ เขาก็จะทำได้ แต่ถ้ามีปัญหามาให้และให้แก้ปัญหา ด้วยความที่ไม่รู้ ไม่เข้าใจธรรมชาติของปัญหารวมทั้งธรรมชาติของการแก้ปัญหาอย่างลึกซึ้ง จึงไม่สามารถเลือกใช้กรรมวิธีการแก้ปัญหาต่าง ๆ ไปตามลำดับอย่างที่ควรจะเป็นได้

ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญที่สุด

ดังนั้นการสอนต่อจากนี้ไป จะเป็นการฝึกฝนให้นักศึกษารู้ว่าต้องทำอะไร และรู้ว่าสิ่งที่ต้องทำนั้น ทำอย่างไร และการสอบต่อจากนี้ไปจะเป็นการประเมินเพื่อจำแนกว่านักศึกษาแต่ละคน ๆ ที่เข้าสอบนั้นเป็นนักศึกษากลุ่มใด สำหรับผมแล้ว กลุ่ม 1 คือ A กลุ่ม 2 คือ B กลุ่ม 3 คือ C และกลุ่ม 4 คือ F

ส่วนข้อสอบจะยากขึ้นหรือง่ายลงนั้นก็แล้วแต่ความคิดของแต่ละคน ว่าที่ปรับปรุงแล้วนี้จะถือว่ายากขึ้นหรือว่าง่ายลง

วันอาทิตย์, กรกฎาคม 10, 2011

ประเทศไหนเจริญ ประเทศไหนไม่เจริญ ดูตรงไหน?

ผมเกิดความสงสัยมานานตั้งแต่เด็กแล้วว่า ที่เขาเรียกประเทศไทยว่าประเทศกำลังพัฒนานั้น เขาดูจากอะไร คือผมคิดว่าประเทศไทยมันก็ไม่ใช่ว่าเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ตั้งประเทศ มันก็มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอ มีอะไรดี ๆ เกิดขึ้นตั้งเยอะแยะ และแน่นอนว่ามีอะไรแย่ ๆ เกิดขึ้นใหม่อีกเยอะแยะเช่นเดียวกัน

เมื่อยี่สิบปีก่อนเราไม่มีรถไฟฟ้า เดี๋ยวนี้เรามีรถไฟฟ้า เมื่อสามสิบปีก่อนเราไม่มีเคเบิลทีวี เดี๋ยวนี้เราก็มีเคเบิลทีวี เมื่อสิบห้าปีก่อนอินเตอร์เนตมีขีดความสามารถต่ำ ปัจจุบันก็ได้ขยายขีดความสามารถขึ้นไปสูงกว่าเดิมไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยเท่า

ทำอะไรต่อมิอะไรมาตั้งเยอะ เรายังพัฒนากันไม่เสร็จอีกหรือยังไง แล้วไอ้ที่เรียกกันว่าพัฒนาแล้ว มันพัฒนาเสร็จแล้วมันก็หยุดพัฒนาหรือยังไง

จนกระทั่งขับรถผ่านเข้าไปในเมืองจึงพอจะได้คำตอบสำหรับตนเองอยู่ว่า ที่เรียกว่าพัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนานั้น ข้อแตกต่างน่าจะอยู่ที่ "คน" ในประเทศนั้น ๆ นั่นกระมัง คนในเมืองจอดรถซ้อนคันได้หน้าตาเฉย แม้กระทั่งนักศึกษา/อาจารย์/บุคลากรในมหาวิทยาลัย ก็สามารถจอดรถในที่ที่ขวางทางคนอื่นได้โดยไม่ได้รู้สึกละอายใจอะไร (หน้าศูนย์คอมเพลกซ์ตอนเย็น ๆ / สามแยกกังสดาล / หน้า 7-11 สโมสรอาจารย์ ฯลฯ) บางคนรู้สึกเขิน ๆ นิด ๆ หน่อย ๆ ก็ใช้วิธีเปิดกระโปรงรถทิ้งไว้ แสร้งว่ารถเสีย ซื้อของทำธุระเสร็จกลับมาที่รถก็ปิดกระโปรงรถขับรถออกไปหน้าตาเฉย

การที่คนไทยเรารู้สึกว่าการเห็นแก่ตัวเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา ใคร ๆ ก็ทำกัน ถือเป็นเรื่องน่ากลัว เพราะหลายคนก็คิดว่าคนไทยซื่อสัตย์กว่าฝรั่ง ใจดีกว่าต่างชาติ เอื้อเฟื้อกว่าเขา แต่ในความเป็นจริงหากสังเกตในชีวิตประจำวันแล้วผมกลับมองไม่เห็นอย่างนั้น

ผมคิดว่าประเทศไทยนั้น ปัจเจกมีความเอื้อเฟื้อ แต่ปัจเจกจะไม่ยอมให้ระบบเอื้อเฟื้อหรือเป็นธรรม เพราะมันทำให้เขาหมดอำนาจ (ระบบการเงินราชการไทย มีหลายอย่างที่ต้องซื้อแต่เบิกไม่ได้ เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยคือคนที่ต้องจ่ายเงินจำนวนนั้นเพื่อให้งานเดินไปได้ - ไม่มีใครที่เกี่ยวข้องสนใจจะแก้ระบบนี้ตราบใดที่ระบบไม่ได้มาละเมิดเงินในกระเป๋าตัวเอง)

ในขณะที่ในต่างประเทศนั้น ปัจเจกจะรักษาสิทธิ์ของตนเองทำให้ดูเหมือนเห็นแก่ตัว แต่ปัจเจกจะไม่ยอมให้ระบบเอารัดเอาเปรียบปัจเจกคนอื่น ๆ เช่นเดียวกัน กล่าวคือปัจเจกจะร่วมกันสร้างระบบที่เอื้อเฟื้อและเป็นธรรม เพราะทุกคนรู้ว่านั่นคือระบบที่ยั่งยืน

ย้อนกลับมาที่พฤติกรรมเห็นแก่ตัวของคนไทย ผมคิดว่าคนทำเช่นนั้นเพราะคิดแค่ว่าเขา ละเมิดกฏ แต่เขาคิดไปไม่ถึงว่าเขาได้ ละเมิดสิทธิ์คนอื่น เขาจะรู้สึกว่าถ้าเขาทำผิด เขาก็แค่ผิดต่อกฏ ไม่มีใครเดือดร้อน จะอะไรกันนักกันหนา แต่ถ้าเขาคิดได้ว่าที่เขาทำนั้นคือการละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น บางทีเรื่องแบบนี้อาจจะลดลง

หาไม่แล้ว ต่อให้เรามีเครือข่ายอินเตอร์เนตความเร็วสูง รถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า มีบทความวิจัย เปเปอร์ อันดับหนึ่งของโลก มี ผศ. รศ. ดร. เดินชนกันเต็มบ้านเต็มเมือง ก็ไม่อาจทำให้ประเทศไทยของเรากลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วไปได้เลย

วันจันทร์, มิถุนายน 27, 2011

ถ้าผมเป็นนักการเมือง

เมื่อสักครู่นี้ผมเขียนบันทึกเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งทำให้นึกออกว่า ถ้าผมเป็นนักการเมืองผมจะทำอะไร ผมอยากแก้ปัญหาเกษตรกรครับ เพราะผมคิดว่าปัญหาอื่น ๆ ของประเทศเริ่มต้นที่นี่

จากประสบการณ์การให้คำปรึกษานักศึกษาที่มาจากครอบครัวเกษตรกรจำนวนมาก ทำให้ทราบว่าปัญหาหลักของเกษตรกรก็คือ
  1. หนี้สิน
  2. ภัยธรรมชาติ
ถ้าแก้สองปัญหานี้ได้ ปัญหาของเกษตรกรคงจะลดลงมาก ผมคิดว่าภัยธรรมชาติคงแก้ไม่ได้ (แต่ควรบรรเทาได้) ก็จะบันทึกไว้เฉพาะเรื่องหนี้สินก่อน ซึ่งการแก้ปัญหาควรพิจารณาโดยหลักดังนี้
ปัญหา เกษตรกรเป็นหนี้ ยิ่งทำนายิ่งเป็นหนี้ พอกพูนเข้าไปทุกปี ๆ จนกระทั่งสูญเสียที่นาในที่สุด
เหตุของปัญหา เกษตรกรเป็นหนี้เพราะ
  1. ไม่มีเงินออม
  2. เกิดภัยธรรมชาติทำให้ผลผลิตเสียหาย เงินที่ควรได้จากการขายผลผลิตจึงไม่มี และไม่มีเงินไปลงทุนเพาะปลูกในฤดูกาลถัดไป
  3. ใช้เงินมากกว่าที่หาได้ ตรงนี้เองที่ยิ่งทำ ยิ่งเป็นหนี้
  4. รายรับน้อยกว่าที่ควรเพราะถูกกดราคา
  5. ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนขนาดเล็ก ระยะสั้นได้ ดอกเบี้ยถูกได้ จึงต้องไปต้องไปกู้แหล่งทุนดอกเบี้ยแพง จากปากคำของนักศึกษา แหล่งทุนที่ผู้ปกครองเข้าถึงได้บางรายคิดดอกเบี้ยสูงถึง 10% ต่อเดือน! ที่น่าเจ็บปวดใจมากที่สุดก็คือคนที่ปล่อยกู้คือภรรยาของนายอำเภอเป็นคนทำเสียเอง ทั้ง ๆ ที่นายอำเภอเองนั้นก็เรียนจบมาได้ก็ด้วยภาษีของประชาชนแท้ ๆ
เราต้องการให้
  1. เกษตรกรมีเงินออมเพียงพอ
  2. เกษตรกรจะต้องรู้ตัวล่วงหน้าหากจะมีภัยธรรมชาติเกิดขึ้น และควรมีหลักประกันหากมีความเสียหายเกิดขึ้น
  3. เกษตรกรควรใช้เงินให้น้อยกว่าที่หาได้
  4. เกษตรกรควรมีรายรับที่เป็นธรรม
  5. เกษตรกรควรเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยถูกได้ เมื่อจำเป็น
วิธีการ
  1. ให้ความรู้ด้านการออมที่ถูกต้องและเหมาะสมแก่เกษตรกร นักวิชาการทั้งประเทศควรคำนวณได้ว่า ครอบครัวขนาดเท่านี้คน มีที่ดินเท่านี้ไร่ เพาะปลูกสิ่งนี้ ควรมีเงินออมเป็นทุนสำรองเพื่อการเพาะปลูกสักเท่าใด เงินออมเพื่อสุขภาพสักเท่าใด เงินออมเพื่อการศึกษาสักเท่าใด การศึกษาด้านนี้อาจทำผ่านลูกหลานของเกษตรกรที่เข้ามาในระบบการศึกษาก็ได้
  2. ทำระบบเตือนภัยธรรมชาติให้ทำงานได้อย่างที่ควรจะเป็น หากระบบทำงานไม่ได้หรือทำงานผิดพลาด จะต้องมีคนรับผิดชอบ และสร้างระบบประกันรายได้เกษตรกร (รูปแบบใด ของพรรคใดก็แล้วแต่ เอาสักอย่าง)
  3. ให้ความรู้ด้านการบัญชี และการจัดการระบบไร่นาแก่เกษตรกร การใช้เงินเกินกว่าที่หาได้ ไม่ใช่เพราะความฟุ่มเฟือยเสมอไป แต่เป็นเพราะทำบัญชีไม่เป็น จนกระทั่งคำนวณต้นทุนการเพาะปลูกที่แท้จริงไม่ได้ นอกจากนี้ยังควรควบคุมราคาปุ๋ยและยาฆ่าแมลงให้สอดคล้องกับราคาผลผลิตด้วย
  4. เมื่อรู้ต้นทุนที่แท้จริงแล้ว ควรกำหนดได้ว่าราคาขายของผลผลิตที่เป็นธรรมควรเป็นเท่าใด สามารถช่วยเกษตรกรเพิ่มผลผลิตได้ด้วยการให้ความรู้ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มผลผลิต ลดรายจ่าย
  5. นำแหล่งทุนของเกษตรกรคืนให้เกษตรกร ผมเข้าใจว่าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์นั้นเดิมตั้งขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์นี้ จึงควรระลึกถึงวัตถุประสงค์นี้ให้ได้ และปรับกลไก ขั้นตอน ระเบียบต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์นี้ ขอแค่ธนาคารนี้ได้หวนระลึกถึงเจตจำนงค์ดั้งเดิมที่ทางราชการได้อุตส่าห์ตั้งธนาคารนี้ขึ้นมา ก็ควรเพียงพอแก่การแก้ปัญหาแล้ว เรื่องนี้อาจเป็นไปได้ ถ้าให้คนในธนาคารได้รับการอบรมแบบเกษตรกรเสียก่อน อาจต้องจับไปดำนา เกี่ยวข้าวสักเดือนครึ่งเดือน คือให้คิดแบบเกษตรกรให้ได้ ไม่ใช่คิดแบบนายธนาคารอย่างเดียว
นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะทำ หากผมเป็นนักการเมือง