วันอังคาร, มีนาคม 30, 2553

ขอเอาใจช่วยคุณอภิสิทธิ์

ผมเห็นใจท่านนายกฯ มาก สงสารท่านแต่ไม่รู้จะช่วยยังไง ได้แต่เอาใจช่วย

ท่านคงหนักใจและเหนื่อยใจมากกับปัญหาของประเทศในวันนี้

คนดี ทำดีได้ง่าย ทำชั่วได้ยาก
คนชั่ว ทำชั่วได้ง่าย ทำดีได้ยาก

และในท้ายที่สุดผมเชื่อมั่นว่า ความดีจะคุ้มครองคนที่ทำดีอย่างแน่นอน

แล้วอย่างไรจึงจะเรียกว่าคนดี... ในมุมหนึ่ง คนดีของใครก็ของมัน ในอีกมุมหนึ่ง คนดีดูได้จากการกระทำที่เขาทำเพื่อสังคม ซึ่งต่างคนก็อาจเห็นไม่เหมือนกัน

หากสังคมไทย นิยมชมชอบการทำงานอย่างอภิสิทธิ์ เห็นว่าเขาเป็นคนดี สนับสนุนให้เขาทำงาน ผมเชื่อว่าเราจะได้ ส.ส. อย่างอภิสิทธิ์มากขึ้น
หากสังคมไทย นิยมชมชอบการทำงานอย่างจตุพร เห็นว่าเขาเป็นคนดี สนับสนุนให้เขาทำงาน ผมเชื่อว่าเราจะได้ ส.ส. อย่างจตุพรมากขึ้น

เราคงไม่ได้มีทางเลือกเพียงเท่านี้ แต่บางทีมันก็เหมือนกับการขายพ่วง ไม่ได้อยากได้ บางทีก็ติดมาด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้

สังคมไทยอยู่ในมือของพวกเราทุกคน ชอบอย่างไร เชื่ออย่างไร ก็เลือกอย่างนั้น
สังคมก็จะเป็นไปอย่างที่เราเลือกนั่นแหละ

วันอาทิตย์, มีนาคม 21, 2553

อยากทำหรือว่าอยากเป็น

ปัญหาอย่างหนึ่งในการสอน คือผู้เรียนไม่มีใจอยากเรียนรู้ ในที่นี้ขอเน้นคำว่าเรียนรู้ (Learn) นะครับ ไม่ใช่เรียนเอาเกรด หรือว่าเรียนไปสอบ (Study)

คำถามคาใจอาจารย์คือ
  • ทำไมผู้เรียนไม่อยากเรียนรู้? หรือแปลอีกอย่างหนึ่งคือ
  • ถ้าไม่อยากเรียนรู้เรื่องในแนวทางนี้ เลือกเรียนสาขานี้ทำไม?
ได้สังเกตผู้เรียนหลาย ๆ รุ่น พบว่ามีนักศึกษาจำนวนมากไม่รู้ว่าเรียนจบไปแล้วเขาจะมีหน้าที่ทำอะไร คือรุ่นพี่ก็ไม่ได้อธิบายให้เขาฟังแบบจริง ๆ จัง ๆ ว่าจบไปแล้วมีหน้าที่ต้องทำอะไรบ้าง ส่วนมากแล้วชอบเล่าให้กันฟังถึงผลที่ได้จากหน้าที่ มากกว่าตัวหน้าที่เอง เช่น ได้เงินเดือนเท่าไร ได้โบนัสเท่าไร ส่วนเรื่องต้องตรากตรำขนาดไหน ต้องทำอะไรบ้าง นี่มักจะไม่ค่อยเล่าสู่กันฟังเท่าไร

เรื่องนี้มีรุ่นพี่เท่านั้นที่ช่วยได้ เพราะอาจารย์จะรู้จริงเฉพาะที่ประสบกับตนเองเท่านั้น

ทำให้คิดได้ว่า อันที่จริงเด็ก ๆ บอกว่าตนเองอยากเป็นหมอ หรือว่าอยากเป็นวิศวกร หรือว่าอยากเป็นนักกฏหมาย หรือว่าอยากเป็นทหาร ตำรวจ ฯลฯ เขาแค่อยากแปะฉลากตัวเอง ด้วยยี่ห้อเหล่านั้น มากกว่าจะอยากทำงานในหน้าที่เหล่านั้นจริง ๆ
  • เด็กบางคนบอกว่าอยากเป็นนักเขียน แต่กลับพบว่าตัวเขาไม่ได้ชอบการเขียน (บางคนไม่ได้ชอบอ่านด้วยซ้ำ) แต่ชอบชื่อเสียงที่ได้จากการเป็นนักเขียน
  • เด็กบางคนบอกว่าอยากเป็นหมอ แต่กลับพบว่าตัวเขาไม่ได้ชอบรักษาคนไข้ แต่ชอบ ลาภ ยศ สรรเสริญ อันเนื่องมาจากฉลากคำว่าหมอ ที่แปะที่หน้าผากเขาเท่านั้น
  • เด็กบางคนบอกว่าอยากเป็นวิศวกร แต่กลับพบว่าตัวเขาไม่ได้ชอบแก้ปัญหาเชิงช่าง ไม่ต้องพูดถึงการไม่ชอบวิชาวิทยาศาสตร์และวิชาคำนวณ เขาแค่คิดว่าการเป็นวิศวกรมันน่าจะเท่ และมีเงินเดือนดี โดยไม่นึกถึงว่าหน้าที่ของวิศวกรคืออะไร
สำหรับเด็กเล็ก ๆ ก็ไม่เป็นไร การชื่นชอบผลลัพธ์ของหน้าที่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เช่นตอนเด็ก ๆ ไปเจอคุณหมอสวย ๆ ใจดี น่ารัก และอยากเป็นอย่างคุณหมอคนนั้นบ้าง ก็เป็นจุดเริ่มต้นแรงบันดาลใจของเด็ก ๆ ได้

แต่กับเด็กโต คือตั้งแต่ระดับมัธยมต้นขึ้นไป น่าจะได้รับคำถามว่า
โตขึ้นหนูอยากทำอะไร
มากกว่าคำถามว่า
โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร
 คนที่ชอบเล่นดนตรีจริง ๆ จัง ๆ จะได้ไปเรียนดนตรี คนที่ชอบการวิเคราะห์ตรรกะและธรรมศาสตร์จะได้ไปเรียนรัฐศาสตร์และกฏหมาย คนที่รักความยุติธรรมอาจจะเลือกเรียนตำรวจ คนที่ชื่นชอบเทคโนโลยีและการแก้ปัญหาเชิงช่าง จะได้เรียนวิศวกรรมศาสตร์ คนที่ชื่นชอบการวิเคราะห์ วิจัย จะได้เรียนวิทยาศาสตร์ คนที่ชอบบริการ ใจดี อาจเลือกเีรียนด้านงานบริการ หรืองานพยาบาล ฯลฯ เด็ก ๆ จะได้ค้นพบตัวเองโดยเร็วและไม่สูญเสียพรสวรรค์ของตนเองและเวลาในห้องเรียนระดับอุดมศึกษาถึง 4 ปี

ถามตนเองว่า อยากทำอะไรเพื่อเลี้ยงชีพ จะตอบตนเองได้ว่าควรจะเรียนอะไร เพื่อให้การเรียนในระดับสูงส่งเสริมความชอบและพรสวรรค์ของตนเองให้สูงที่สุด

ก่อนเข้ามาเรียน ต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้ ว่าที่ว่าอยากเป็นวิศวกรนั้น อยากทำงานวิศวกรรม หรือแค่อยากมีป้ายชื่อว่าเป็นวิศวกรเฉย ๆ

วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 22, 2553

จะยอมทิ้งความฝันของตนเองเพื่อความฝันของคนอื่นไหม?

คำถามนี้เกิดขึ้นในใจหลังจากประสบปัญหาในการทำงานหลายประการ ปัญหาเกิดจากผมไม่สามารถให้เวลากับสิ่งที่ผมอยากทำได้เต็มที่ ด้วยติดภาระกิจอื่น ๆ ที่ไม่อยากทำ

แม้ว่าเราจะสอนนักเรียนเสมอว่า คำว่า "มืออาชีพ" มันหมายความว่าจะต้องรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย ไม่สำคัญว่าเราจะอยากทำหรือไม่อยากทำ หากเป็นหน้าที่ ก็ต้องทำให้ลุล่วง จะทำทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ไม่ได้ จะทำก็ต่อเมื่อมีผลตอบแทนไม่ได้ จะทำเฉพาะเวลาที่เราได้ประโยชน์ไม่ได้

แม้ว่าจะมีคำว่า "มืออาชีพ" ค้ำคออยู่ แต่เราก็ต้องกลับมาทบทวนเหมือนกันว่า งานที่ได้รับมอบหมาย ทั้งที่ได้รับมอบหมายโดยตรงจากผู้บังคับบัญชา ทั้งที่ได้รับจากการร้องขอจากผู้อื่น และรวมไปถึงที่ได้รับจากความไม่รับผิดชอบในงานของตนเองจากคนอื่น มันเหมาะสมกับหน้าที่หลักของเราหรือไม่

ในฐานะผู้บรรยาย (Lecturer) หน้าที่เราคืออะไร? ใช่การทำบัญชีพัสดุหรือไม่ ใช่การเตรียมรถตู้รับแขกต่างมหาวิทยาลัยหรือไม่ ใช่การทำบอร์ดหน้าภาควิชาฯ ใช่การเตรียมแผนงบประมาณ ใช่การคอยตรวจดูว่าลิฟต์ทำงานดีไหมหรือไม่ ใช่การคอยดูว่าห้องน้ำยังสะอาดดีอยู่ หรือไม่

นี่มหาวิทยาลัยส่งเราไปเรียนตั้งหลายปี เสียเงินไปหลายบาทเพื่อสิ่งเหล่านี้หรือ?

นี่เราตัดสินใจมาทำงานในมหาวิทยาลัย เพราะคิดจะมาทำงานพวกนี้หรือ?

ถ้ามันเล็กน้อย เป็นครั้งคราว และทุกคนร่วมแรงร่วมใจช่วยกัน มันก็คือส่วนหนึ่งของงาน
แต่ถ้ามันเป็นเพียงคนกลุ่มน้อยที่ต้องทำงานเหล่านี้ ทั้ง ๆ ที่มหาวิทยาลัยก็จ้างคนอีกเยอะแยะเพื่อทำหน้าที่เหล่านี้โดยตรง แต่เขาไม่ทำหรือมิเช่นนั้นก็ไม่ได้รับความไว้วางใจให้ทำ ผมว่ามันต้องมีอะไรผิดพลาดแล้วล่ะ

บางคนมีความฝัน และหาทางบรรลุความฝันของตนเอง โดยการทิ้งงานอื่น ๆ ไว้เบื้องหลัง ให้คนอื่น ๆ คอยเก็บกวาด เราจะยอมทิ้งความฝันของตัวเอง เพื่อคอยเก็บกวาดสิ่งเหล่านี้หรือไม่

ทิ้งหรือไม่ทิ้ง ที่ต้องเก็บก็เก็บไปแล้ว ที่ต้องกวาดก็กวาดไปแล้ว เราก็ดูเป็นคนดีในสายตาคนอื่น แต่ความรับผิดชอบของตัวเราต่อตัวเราเองล่ะ ความรับผิดชอบของตัวเราต่อครอบครัวเราล่ะ? สำคัญไหม?

ปัจจุบัน ที่ต้องเก็บบางทีก็ไม่ได้เก็บ ที่ต้องกวาดบางทีก็ไม่ได้กวาด คิดเสียว่าอยู่กันได้ก็อยู่กันไป อยู่กันมาได้ตั้งนานแล้ว ทำให้ผมมีเวลาทำสิ่งที่อยากทำได้มากขึ้น เช่นเว็บไซต์สำหรับการสอน เช่นโครงงานวิจัย หรือโปรเจ็คเล็ก ๆ ที่จะใช้เป็นตัวอย่างให้นักศึกษา งานเล็ก ๆ ผมว่าพวกนี้ต่างหากที่เป็นความฝันของเรา นี่ต่างหากที่เป็นความรับผิดชอบของเราที่มีต่อนักศึกษา

ไม่จำเป็นต้องทิ้งความฝันของตนเองเพื่อความฝันของคนอื่นอีกต่อไป การไล่ตามความฝันของเรา ก็ถือว่าเป็นประโยชน์แก่นักศึกษาเหมือนกัน เป็นประโยชน์แก่มหาวิทยาลัยเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าถ้าไม่ทำตามเขาแล้ว ถือว่าเราไม่ทำเพื่อนักศึกษา เราไม่ได้ทำเพื่อมหาวิทยาลัยสักหน่อย

เราแค่กลับมาทำหน้าที่ของเราเท่านั้นเอง

วันอังคาร, มกราคม 05, 2553

พยศคนตรง

เมื่อวันก่อนแฟนอยากได้ลวดสักม้วนนึง เลยชวนไปศึกษาภัณฑ์ขอนแก่น ได้พบกลอนบทหนึ่งที่นั่น
เดิม ไม่ทราบชื่อ ไม่ทราบผู้แต่ง ก็ลอกมาอย่างรวดเร็วเพราะประทับใจในความหมายของมัน

เมื่อกลับมาก็ลองนำเอาวรรคแรกไปค้นดูใน google มีรายงานว่าเป็นกลอนชื่อ "พยศคนตรง" โดยท่านพุทธทาส หากท่านใดทราบข้อเท็จจริง จะกรุณาชี้แนะเพื่อความถูกต้องก็ขอขอบคุณไว้ล่วงหน้าครับ
พยศคนตรง
พยศคน ธรรมดา ไม่น่าคิด
มันย่อมมี ประจำจิต กันอยู่ทั่ว
พยศของ คนตรง ซิน่ากลัว
มันหลอนตัว ลึกซึ้ง พึงพินิจ
ถือว่าตัว ตรงจริง, จึงยิ่งยึด
ไว้เต็มอึด เรื่อยไป อยู่ในจิต
จะนอนนั่ง ก็คลุ้มคลั่ง คอยแต่คิด
ว่า "เราถูก- เขาผิด" อยู่ร่ำไป,
คิดว่าดี กว่าเขา ซิเราแย่
มันเพียงแต่ ดีกว่าคน ที่บาปใหญ่,
ส่วนตัวเอง บาปลึก นึกให้ไกล
มันบาปเบา อยู่เมื่อไร ให้คิดดู
ถ้านึกย้อนดู เราเองก็เคยทำตัวเป็นคนตรงพยศเหมือนกัน พอนึกออกก็รู้สึกอายเหมือนกันแฮะ

[เพิ่มเติมเมื่อเย็นวันเดียวกัน] ค้นหาโดยใช้คำค้นว่า "พยศคนตรง" ทำได้พบคอลัมน์ "กาย-ใจ" ของกรุงเทพธุรกิจโดย ศิริรัตน์ ณ พัทลุง ประจำวันอาทิตย์ที่ 16 มีนาคม 2551 ซึ่งขยายความอธิบายกลอนบทนี้เพิ่มเติม ผมคิดว่าน่าสนใจมากจึงขอบันทึกลิงก์ไว้เป็นประโยชน์

วันอังคาร, ธันวาคม 22, 2552

เพลงดาวมหาลัย

ได้ยินเพลงดาวมหาลัยมานานแล้ว และเคยได้ฟังเพลงสาวลาดพร้าวมาแล้วด้วย
ทุกครั้งที่ได้ฟังก็อดอมยิ้มไม่ได้

ช่างเสียดสีดีแท้ แม้ว่าเนื้อเพลงจะเสียดสี สาวบ้านหนองใหญ่ ที่เมื่อไปเรียนในกรุงเทพฯแล้ว ก็รังเกียจทุกอย่างที่เป็นของบ้านหนองใหญ่บ้านตัวเอง

อันที่จริง แม้แต่ในระดับกว้างกว่านั้นก็ยังคงใช้ได้ นักเรียนไทยหลายคนไปเรียนต่างประเทศเมื่อจบมาแล้ว ก็เกลียดทุกอย่างที่อยู่ในนามของประเทศของตนเอง อันที่จริงผมคิดว่าผมเองก็อาจจะเคยผ่านความรู้สึกแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน ก็ได้แต่หวังว่าตอนนี้คงจะไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว

สิ่งนี้ก็เป็นความรู้สึกตรงข้ามกันกับหลงตัวเอง ดังเช่นพวกหลงชาติ คลั่งชาติ แต่ผมสันนิฐานว่าทั้งคู่มีที่มาคล้ายกันคือการไม่รู้จักตัวเองและไม่รู้จักคนอื่นอย่างแท้จริง

สำหรับพวกที่เกลียดตัวเอง ก็คือเมื่อไม่รู้จักตัวเอง จึงมองไม่เห็นข้อดีของตัวเอง มองไม่เห็นที่มาที่ไปและเงื่อนไขที่นำไปสู่สภาพที่เป็นอยู่ ก็หลงไปกับภาพที่ตนมองคนอื่นและอยากเป็น (อย่าง) คนอื่น ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าด้วยความหวังดีนั่นแหละ

สำหรับพวกที่หลงตัวเองก็ไม่ต่างกัน คือเมื่อไม่รู้จักตัวเอง จึงมองไม่เห็นข้อเสียของตัวเอง มองไม่เห็นทางที่จะทำให้สภาพที่เป็นอยู่ดีขึ้นด้วยคิดว่าที่เป็นอยู่นี้ดีแล้ว ก็หลงไปกับภาพของตนที่ตนคิดเอาและยึดติดกับภาพนั้น ๆ และแน่นอน ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าด้วยความหวังดีอีกเช่นกัน

ผมขอคารวะผู้ประพันธ์เพลงดาวมหาลัย ด้วยว่าทุกครั้งที่ได้ยินได้ฟัง ก็ให้ระลึกเตือนตนเสมอ ว่าอย่ากระทำตนเหมือนดาวมหาลัย

วันพฤหัสบดี, พฤศจิกายน 26, 2552

คติสอนใจจากคุณคริส หอวัง

เมื่อวานนี้ (25 พ.ย. 2552) ได้ชมรายการราตรีสโมสร มีการสัมภาษณ์คุณคริส หอวัง นางเอกภาพยนตร์เรื่องรถไฟฟ้ามาหานะเธอ มีตอนหนึ่งที่ผมสนใจมากคือตอนที่พิธีกรให้คุณคริสเล่าให้ฟังเรื่องการเรียน

คุณคริสเล่าว่า ตอนจบ ม.3 พ่อแม่ก็พยายามให้ลูกได้เรียน ม.4 ในโรงเรียนที่ดี ก็เลยให้เรียนพิเศษเยอะแยะมากมาย แต่คุณคริสแกบอกพิธีกรว่า มันไม่รุ่ง คือเรียนพิเศษยังไง ๆ ก็ไม่รู้เรื่อง ผลการเรียนไม่ดีขึ้น แต่ที่ไปเรียนเต้นน่ะ สอบทีไรก็ได้ที่หนึ่งที่สอง มีประกวดแข่งขันทีไร ก็ได้ที่หนึ่งที่สองทุกที

คุณพ่อกับคุณแม่ก็เลยปรึกษากันว่า ถ้าอย่างนั้นก็น่าจะให้ไปเรียนเต้นเสียให้เป็นเรื่องเป็นราวไปเลย ก็เลยส่งคุณคริสไปเรียนที่โรงเรียนที่มีการสอนเต้นและสอนวิชาสามัญไปด้วยแทนที่จะเรียนวิชาสามัญอย่างเดียว (ผมฟังจากรายการจับใจความได้ประมาณนี้)

ผลก็คือ ผู้หญิงคนนี้กลายเป็นนักเต้นมืออาชีพ มีความรู้ด้านงานในวงการบันเทิงที่ไม่มีสอนในโรงเรียนสายสามัญเยอะแยะ และทำงานที่เป็นที่ใฝ่ฝันของเด็ก ๆ หลายคน เช่นการเป็นนักแสดง นักจัดรายการ นางแบบ

ผมเลยนึกดูเล่น ๆ ว่าถ้าพ่อแม่ไม่มีความเข้าใจในความชอบและความถนัดของลูก และเคี่ยวเข็ญบังคับให้คุณคริสเรียนต่อ ม. 4 5 6 เพื่อไปสอบเอ็นทรานซ์ตามแบบแผนปกติ คุณคริสจะเรียนคณะอะไร และวันนี้คุณคริสน่าจะกำลังประกอบอาชีพอะไรอยู่?

คงฟังดูแปลก ๆ ที่คนที่เป็นครูมาเขียนความคิดเหมือนกับว่าไม่สนับสนุนให้เด็กเรียน จริง ๆ ก็ไม่ใช่อย่างนั้น เพียงแต่ผมคิดว่าการเรียน มันไม่จำเป็นต้องเป็นสายสามัญ ม. 4 5 6 แล้วต่อด้วยมหาวิทยาลัยจนจบ ป. ตรี โท เอก คณะยอดนิยมเสมอไป การเรียนสายวิชาชีพก็เป็นการเรียน การเรียนศิลปะก็เป็นการเรียน การเรียนคณะที่คนไม่นิยมเรียน (แต่ตนเองมีความชื่นชอบ) ก็เป็นการเรียน

หากเราตั้งใจจริงจนเป็นที่หนึ่งในสิ่งที่เราชอบ สนใจ และมีความถนัดแล้ว มันก็มีโอกาสก้าวหน้า มีโอกาสได้ทำงานที่ท้าทาย และมีความสุขกับงานนั้น ๆ ได้

ผมไม่อยากเห็นพรสวรรค์ของใครมาถูกฆ่าทิ้งในห้องเรียน อย่างที่เห็นอยู่เรื่อย ๆ ถ้านักศึกษารู้เร็วว่าตนเองสนใจอะไร ชอบอะไร และถนัดอะไร ถ้ามุ่งมั่นศึกษาไปในเส้นทางนั้น ก็น่าจะประสบความสำเร็จได้มากกว่าการเรียนตาม ๆ กันไป หรือเรียนเพราะไม่รู้จะไปทำอะไรดีมากกว่า

อยากให้ย้อนไปดูชีวิตของคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตหลาย ๆ คนบ้าง เขาไม่ได้ประสบความสำเร็จเพราะเรียนคณะยอดนิยม เขาไม่ได้ประสบความสำเร็จเพราะผลการเรียนดีเลิศ เขาไม่ได้ประสบความสำเร็จเพราะเขาเรียนสูง

แต่เขาประสบความสำเร็จเพราะความมุ่งมั่น ตั้งใจจริง และไม่ยอมแพ้ต่างหาก

วันจันทร์, พฤศจิกายน 16, 2552

ความชั่วคือความโง่ในกฏของโลก

โลกนี้วุ่นวายเพราะคนมันโง่ มันไม่ฉลาด
ไม่ใช่ฉลาดเรื่องการอินทิเกรต ไม่ใช่ฉลาดเรื่องกฏของเคอร์ชอฟหรือเกาส์
เป็นฉลาดเรื่องกฏของโลก นั่นคือกฏแห่งกรรม (หรือชื่ออื่น ๆ ที่มีความหมายเดียวกัน)

โกหกเพราะโง่
ขี้เกียจเพราะโง่
เอาเปรียบเพื่อนเพราะโง่
ทุจริตเพราะโง่
มักง่ายเพราะโง่

คนเราทุกคนมีความโง่อยู่ในตัวทั้งนั้น เช่นบางคนอาจจะขี้เกียจ หากรู้ตัวก็ฉลาด (ขยัน) ขึ้นมาได้ หากลืมตัวก็กลับไปโง่ (ขี้เกียจ) อีก แต่เรื่องโง่ถึงที่สุดจนกระทั้งเรียนรู้อะไรไม่ได้เลยนั้น...คิดแล้วหงุดหงิด (อ้าว ผมก็โง่นะนี่ มาหงุดหงิดกับเรื่องไม่เป็นเรื่องนี้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า)

คนโง่ทำชั่วได้ ทำผิดได้ เพราะไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ ในกฏแห่งกรรม
ทำลงไปแล้วยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าได้ทำผิดไปแล้ว
ได้รับผลของมันแล้วก็ยังไม่รู้ตัวว่ากำลังรับผลของอะไรอยู่ คิดเข้าข้างตนเองว่าโชคร้ายหรือถูกคนอื่นกลั่นแกล้งตลอด เรื่องราวทำนองนี้ก็พบเห็นได้ในหนังสือพิมพ์แทบทุกวัน ณ วันนี้ก็มี

เห็นคนพวกนี้แล้วน่าสงสาร สงสารตรงที่ดูเหมือนเขาจะไม่ทราบเลยว่า เขาได้ทำผิดอะไร
การที่ต้องรับกรรม และเจ็บปวดจากการกระทำของตนเอง โดยที่ตนเองไม่ทราบว่าตัวได้ทำผิดอะไร มันเจ็บว่าที่เจ็บจริงหลายเท่านัก และไม่เลิกเจ็บง่าย ๆ ด้วย เพราะเจ้าตัวยังไม่เลิกทำผิด (เพราะยังไม่รู้ว่าที่ทำอยู่นั้น มีอะไรผิด) อย่างนี้เรียกว่าโง่ถึงที่สุด และน่าสงสารที่สุด

วันพฤหัสบดี, พฤศจิกายน 12, 2552

ฝรั่งเป็นของสูง เพราะมันอยู่บนต้นไม้

เมื่อวานดูละคร จำชื่อเรื่องไม่ได้ เนื้อความเกี่ยวกับพระเอกเป็นลูกเศรษฐี แล้วจะไปทำงานเป็นเชฟ
พอที่บ้านทราบ ดูเหมือนว่าพี่น้องจะรับไม่ได้ บ่นว่า
"หากใครรู้ว่าลูกพระยา...ตกอับจนถึงกับจะไปทำงานก้นครัว ก็อายเขา"
แต่ในบรรดาคนที่บ้านก็มีผู้ชายตนหนึ่งที่ดูจะเข้าอกเข้าใจพระเอก เขาพูดว่า
"อาชีพเชฟก็ไม่ได้กระจอกงอกง่อยอะไร ฝรั่งทำตั้งเยอะ"
ฝรั่งทำตั้งเยอะ เพราะฝรั่งทำอาชีพนี้เยอะ มันจึงไม่ใช่อาชีพกระจอกงอกง่อย? ช่างสะท้อนความคิดของคนดีแท้ ถามว่าผิดไหม? มันก็ไม่ผิดหรอก มันก็สะท้อนความคิดคน ที่บางทีแม้แต่เจ้าตัวก็ไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง

คือผมอยากจะบอกว่าคนพูดก็ไม่ผิดหรอก คนเขียนบทก็ไม่ผิด มันแค่สะท้อนความคิดคนเฉย ๆ และผมก็เชื่อ จากประสบการณ์ที่ได้พบปะกับคนในที่ต่าง ๆ ว่า ในสังคมไทยแล้ว ความคิดลักษณะที่ว่าฝรั่งเหนือกว่า มันเป็นไปโดยปริยาย ไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ

ในระดับมหาวิทยาลัยก็คงมีความคิดลักษณะนี้อยู่บ้าง เพราะเห็นบางมหาวิทยาลัยดูจะเน้นให้นักศึกษาเขียนภาษาอังกฤษได้ พูดภาษาอังกฤษเป็น อย่างมาก ดูจากงบประมาณที่ทุ่มเทลงไปในการพัฒนาภาษาอังกฤษของนักศึกษา แต่กลับละเลยการเขียนภาษาไทยและการอ่านภาษาไทยของนักศึกษาเสียนี่ ทั้ง ๆ ที่นักศึกษาหลายคนอ่านจับใจความไม่ได้ หลายคนเรียบเรียงความคิดและถ่ายทอดในภาษาของตนเองไม่ได้

หรือเพราะไม่ใช่ภาษาฝรั่ง จึงเป็นภาษาที่มีวรรณะต่ำกว่าและไม่น่าสนใจ?
น่าสนใจว่าภาษาฝรั่งที่นักศึกษาจะได้ ทั้ง ๆ ที่ยังจับใจความไม่เป็น และยังเรียบเรียงความคิดเพื่อถ่ายทอดไม่ได้ มันจะเป็นภาษาฝรั่งแบบไหนกัน

วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 08, 2552

KPI - Key Performance Index ในมหาวิทยาลัย

KPI หรือ Key Performance Index หมายถึงดัชนีชี้วัดผลสัมฤทธิ์ของงานของหน่วยงาน ซึ่งจำแนกแยกแยะกันไปตามเนื้องาน เช่น KPI ของหน่วยบริการประชาชนก็อาจเป็นจำนวนประชาชนที่ได้รับบริการ ถ้ามากแสดงว่าหน่วยงานมีผลงานดี ถ้าน้อยแสดงว่าหน่วยงานมีผลงานไม่ดี เป็นต้น

หน่วยงานของรัฐในยุคนี้ ก็จะถูกประเมินกันโดยใช้ KPI เป็นหลัก และแน่นอนมหาวิทยาลัยก็ไม่เว้น

อันที่จริง KPI นี้ถ้าใช้อย่างเข้าใจ ใช้เป็น ก็จะเป็นของดี เพราะมันช่วยให้มองเห็นเป้าหมายของหน่วยงานเป็นรูปธรรม ทำให้มองเห็นจุดแข็งและจุดอ่อนได้ดี

แต่เมื่อมันเข้ามาในระบบราชการบางหน่วยงาน KPI นี้แทนที่จะเป็นตัวชี้วัด เป็นตัว สะท้อน ผลงาน ตัว KPI มันกลับกลายเป็น เนื้องาน ของหน่วยงานแทน และมันทำให้เป้าหมายที่แท้จริงของหน่วยงานถูกบดบังโดยการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างตัวเลข KPI เหล่านี้

เรื่องตลกก็เช่น คณะวิศวกรรมศาสตร์ ต้องกันงบเป็นกรณีพิเศษ เพื่อ KPI เรื่องการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ซึ่งกิจกรรมที่จัดได้ก็เช่นจัดงานทอดกฐิน ทอดผ้าป่า ในขณะที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ในมหาวิทยาลัยเดียวกันก็ต้องพยายามทำวิจัยเพิ่มเพื่อพัฒนา KPI เรื่องการวิจัย เป็นต้น ถ้าถามว่า KPI ดีไหม ตอบว่าดีแน่ แต่ต้องใช้ให้เป็น รู้ให้ทัน แต่จากตัวอย่างที่ยกมานั้น มันเป็น KPI แบบบ้าจี้ เป็น KPI แบบไม่รู้เรื่อง รับกันมาเป็นทอด ๆ มากกว่า

นอกจากนี้ หากเราเชื่อว่า KPI มีไว้เพื่อให้มองเห็นจุดแข็ง และจุดอ่อนของหน่วยงาน เพื่อที่จะพัฒนาตนเองต่อไปได้ มันก็ยังอุตส่าห์มี KPI บางตัวที่ไม่รู้ว่าจะรู้ไปทำไม

เช่น จำนวนศิษย์เก่าที่ได้รับรางวัลในระดับชาติและนานาชาติ เป็นต้น

ศิษย์เก่านะครับ ไม่ใช่ศิษย์ปัจจุบัน เขาจะได้รับรางวัลมากหรือน้อย มหาวิทยาลัยทำอะไรไม่ได้แล้ว เขาจบไปแล้ว เราจะพัฒนาตนเองยังไงหรือครับ ศิษย์เก่า ถึงจะได้รับรางวัลเพิ่ม

ที่ทำกันก็มีนะ เช่นจัดงานกันเอง แจกรางวัลกันเอง แล้วก็นับ KPI กันเอง

ผมว่าเลิกเหอะ KPI ข้อนี้ แล้วไปเน้นเรื่องการพัฒนานักเรียนนักศึกษาของเราดีกว่า ถือเอา Feedback ที่ไม่มี Delay Time เช่นจำนวนศิษย์ปัจจุบันที่เข้าร่วมการแข่งขันทางวิชาการต่าง ๆ ดีกว่า ได้รางวัลก็แสดงว่าสอนมาดี ไปแข่งแล้วไม่ชนะเขาสักที แสดงว่าต้องปรับปรุง เป็น Feedback ที่ตรงไปตรงมาและรวดเร็วดี เป็น KPI ที่จะช่วยให้เรามองเห็นจุดอ่อนของตนเองได้ดี และเปิดโอกาสให้เราพัฒนาตนเองได้จริง ๆ

ไม่ใช่หลอกตัวเองไปวัน ๆ

ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ได้รับการทักท้วงจากอาจารย์ในมหาวิทยาลัยไหม? คำตอบคือจริง ๆ แล้วมีการตั้งคำถาม และมีการทักท้วงอยู่ตลอดมา แต่คำตอบที่ได้มันน่าผิดหวังมาก สิ่งที่เขาตอบเราได้ก็มีแค่ ก.พ.ร. เป็นผู้กำหนด ดังนั้นเปลี่ยนไม่ได้!

จริง ๆ ผมก็ทราบนะ ว่าตัวชี้วัดพวกนี้ ก.พ.ร. ท่านกำหนดมาสำหรับหน่วยงานราชการทั่วประเทศ โดยใช้เกณฑ์ต่าง ๆ กัน เช่นมหาวิทยาลัยก็จะมีเกณฑ์อย่างหนึ่ง โรงพยาบาลก็มีเกณฑ์อีกอย่างหนึ่ง

แต่ผมว่าเกณฑ์สำหรับมหาวิทยาลัยนั้น ไม่น่าจะใช่ว่า ก.พ.ร. ส่งเกณฑ์มาใด้ 40 ข้อ มหาวิทยาลัยก็โยนให้คณะ 40 ข้อดิบ ๆ อย่างนั้น ระดับบนมันต้องช่วยย่อยบ้าง สิ่งใดเป็นภาพรวม ส่วนกลางของมหาวิทยาลัยก็ทำไปเลย เช่นจำนวนนักศึกษาต่างชาติ ทำไมสำนักทะเบียนจะไม่รู้ ไม่ใช่มาถามเอาที่ระดับคณะ หรือที่ระดับภาควิชา เกณฑ์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมก็ยกให้คณะศิลปกรรมศาสตร์เขาไปเลย แล้วไม่ต้องไปคาดคั้นเอานวัตกรรมจากเขา มาคาดคั้นเอากับคณะวิทยาศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์นี่ แล้วไม่ต้องเรียกร้องให้เราไปส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม

แต่ตอนนี้คือ ใช้ KPI ไม่เป็นไง
เจ้านายอยากได้ตัวเลข ก็เอาตัวเลขให้ ใช้แบบไม่ได้คิด มันเลยดูบ้าบอ แล้วก็ ถ่วง ประสิทธิภาพในหน้าที่หลักของเราคือการสอนไปด้วย

หรือเราอยากได้ KPI สูง ๆ (และได้มาจริง ๆ ด้วย) ในขณะที่นักศึกษาของเราแข่งอะไรยังไม่เคยชนะเลย?

อะไรคือของจริงและอะไรคือภาพลวงตากันแน่?

วันเสาร์, เมษายน 18, 2552

อะไรคือสองมาตรฐานในเรื่องเสื้อเหลือเสื้อแดง

ผมคิดว่าผมเข้าใจความคิดและความรู้สึกของคนเสื้อแดง "บางส่วน" เท่าที่มีโอกาสได้พูดคุยสอบถามกับเพื่อน ๆ ที่เปิดตัวว่าสวมเสื้อแดง

สิ่งที่ชัดที่สุด ถาม 10 คน ได้คำตอบคล้าย ๆ กัน 10 คน ในเวลานี้ คือเรื่อง สองมาตรฐาน เพื่อน ๆ ผมหลายคนไม่เข้าใจว่า ทำไมเสื้อเหลืองทำม๊อบได้ แล้วเสื้อแดงทำม๊อบไม่ได้ และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนเสื้อแดง (ที่ไม่ได้ไปม๊อบ) ที่ผมคุยด้วย คับข้องใจอย่างที่สุด

ทำไมเสื้อเหลืองปิดถนน ไม่เป็นไร ทำไมเสื้อแดงปิดถนนแล้วมีปัญหา?

ผมคิดว่าความคับข้องใจอันนี้หากไม่ได้รับคำชี้แจง ที่กระจ่าง และเข้าใจได้ง่าย โดยเร็ว ผมคิดว่าสังคมไทยจะตกอยู่ในอันตรายอย่างร้ายรายต่อไป เพราะคนเสื้อแดงจะปักใจว่าเขาไม่ได้รับความยุติธรรม

ความคับข้องใจอันนี้ผมคิดว่าเข้าใจได้ ผมเคยอ่านนิตยสารต่วยตูนเล่มเก่ามาก ๆ (ของพ่อ) เรื่องที่จำได้มีอยู่ว่าสมัยก่อน (ทีวียังเป็นขาวดำ มีราคาแพง และไม่แพร่หลาย) เคยมีข้าราชการจากในเมือง ไปเล่นฟุตบอลเชื่อมสามัคคีกับชาวบ้าน ปรากฏว่า พอข้าราชการเตะลูกเข้าประตู กรรมการให้เป็นประตู แต่พอชาวบ้านเตะลูกเข้าประตู กรรมการไม่ให้เป็นประตู ชาวบ้านก็โวยวาย ว่าสองมาตรฐาน แม้กรรมการพยายามอธิบายให้ฟังว่าที่ไม่ได้ประตู ก็เพราะล้ำหน้า ชาวบ้านก็ไม่ฟังและก็โกรธมาก เพราะรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

สาเหตุก็เพราะสำหรับชาวบ้านแล้ว กติกาฟุตบอลมันไม่ยุ่งยาก มีลูกเข้า กับลูกออก แล้วก็ห้ามให้มือ พอปักใจเชื่อเช่นนั้นแล้ว เรื่องล้ำหน้าอะไรนั่น มันก็ไม่มีความหมาย เพราะเขาไม่เข้าใจ และไม่รู้จัก สุดท้ายก็ทะเลาะกัน ผิดใจกัน เพราะเข้าใจกติกาไม่ตรงกันตั้งแต่แรก บทสรุปตอนนั้นดูเหมือนว่าเขายอมเปลี่ยนกติกา ให้เป็นกติกาชาวบ้าน คือมีแค่ลูกเข้า ลูกออก แล้วก็ห้ามใช้มือนอกจากผู้รักษาประตู

สำหรับเรื่องเสื้อเหลืองเสื้อแดง ผมก็อยากให้สื่อมวลชน รัฐบาล และพวกเสื้อเหลืองเอง ช่วยกันอธิบาย และปฏิบัติ ให้มันกระจ่างว่าจริง ๆ แล้วมันมีเรื่องสองมาตรฐานหรือไม่ และเรื่องนี้ต้องทำให้เร็ว หากทิ้งช้าไป ความรู้สึกคับแค้นคับข้องใจ มันจะซืมลึกลงไปจนกลายเป็นความเคียดแค้นต่อสังคมได้ ซึ่งมันอันตรายมาก

ประเด็นหลัก ๆ ที่นึกออกก็มี (ผมไม่บังอาจสั่งสอนผู้ใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่บังอาจสั่งสอนท่านนายกและทีมงาน บางส่วนที่นึกออกและตอบไว้ อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกก็ได้ แต่ก็จะเป็นคำตอบที่หากมีคนมาถามผม ผมก็จะตอบอย่างนี้)

1. ทำไมเสื้อเหลืองก่อม๊อบ ไม่โดนจับ เสื้อแดงก่อม๊อบ โดนจับ?
ผมอ่านข่าวทุกวัน แต่ผมจำข่าวไม่ได้ทุกวัน ผมจำได้ว่าแกนนำม๊อบเสื้อเหลืองก็ถูกหมายจับเหมือนกัน คือถูกจับดำเนินคดีเหมือนกันแต่เขาให้ประกันตัวออกมา สำหรับแกนนำเสื้อแดง ถูกจับดำเนินคดี แต่ไม่ได้ประกันตัว เพราะฉะนั้นจึงถูกจับทั้งคู่ ไม่ใช่จับฝ่ายเดียว

2. ทำไมเสื้อเหลืองได้ประกันตัว เสื้อแดงไม่ได้ประกันตัว?
นายกบอกว่าเพราะแกนนำเสื้อแดงมีพฤติกรรมที่จะกลับไปก่อความวุ่นวายต่อ แกนนำเสื้อเหลืองไม่มี (?) ผมคิดว่าอธิบายแบบนี้ มันไม่สิ้นสงสัย มันไม่กระจ่าง ไม่หายคับข้องใจครับ ชาวบ้านเขาก็เห็นว่าเสื้อเหลืองยังไม่เลิกด่าทักษิณ สำหรับเสื้อแดง การด่าทักษิณไม่เลิกถือเป็นการก่อความวุ่นวายอย่างหนึ่ง จริง ๆ แล้วผมคิดว่ามันอาจเป็นเพราะมันเกิดความวุ่นวาย เผาบ้าน เผาเมือง หรือเปล่า ถึงได้ไม่ให้ประกันตัว ตอนเสื้อเหลืองมันไม่มีการเผาบ้านเผาเมือง สถานการณ์มันแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ก็น่าจะอธิบายไปตามนั้น

3. ทำไมตอนเสื้อเหลืองชุมนุม พอรัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉิน ทหารไม่ออกมา แต่ตอนเสื้อแดงชุมนุม พอรัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉิน ทหารถึงออกมา?
ไม่รู้สินะ แต่ตอนเสื้อเหลืองชุมนุมนั่น นายกไม่ใช่อภิสิทธิ์นี่ (หว่า) คนประกาศคือนายกสมัคร ให้ พล.อ. อนุพงศ์ รับผิดชอบ แต่ พล. อ. อนุพงศ์ แกเฉย ๆ
ส่วนตอนเสื้อแดงชุมนุม นายกคืออภิสิทธิ์เป็นผู้ประกาศภาวะฉุกเฉิน ให้ ผบ.สส. พล.อ. ทรงกิตติ เป็นผู้รับผิดชอบ แต่ พล.อ. ทรงกิตติ แกไม่เฉยไง
คือมันเป็นปฏิกริยาต่อเหตุการณ์คล้ายกันจากคนสองกลุ่ม คือกลุ่มสมัคร กับกลุ่มอภิสิทธิ์ ไม่ใช่ว่าตอนนั้นอภิสิทธิ์เป็นนายกแล้วปล่อยปละละเลยม๊อบ พอมาเป็นสีแดงแล้วจะมาเข้มงวดสักหน่อย?

ผมว่าใครสงสัยเรื่องนี้ แทนที่จะถามนายกอภิสิทธิ์ น่าจะไปถาม นายกสมัคร ว่าทำไมสั่งทหารแล้วทหารไม่ทำ แล้วก็ไปถาม พล.อ.อนุพงศ์ ว่าทำไมไม่ดำเนินการตามที่นายกสมัครสั่ง แล้วก็ไปถาม พล.อ. ทรงกิตติ ว่าทำไมทำตามที่นายกอภิสิทธิ์สั่งมากกว่า

4. ทำไมตอนตำรวจปราบเสื้อเหลือง หาว่ารุนแรง ทหารปราบเสื้อแดงไม่เห็นบอกว่ารุนแรง?
อันนี้คงต้องระบุให้ชัดว่าถามใคร เพราะถ้าถามนักวิชาการสีขาว ท่านก็ว่ามันรุนแรงทั้งตำรวจและทหารนั่นแหละ ท่านไม่สองมาตรฐานหรอก
สำหรับผม ผมคิดว่าเมื่อตอนตำรวจดำเนินการ อาจจะด้วยขาดวิธีการ และประสบการณ์ รวมไปถึงใช้เครื่องมือที่ไม่เหมาะสม มันก็เลยกลายเป็นความรุนแรง ในคราวนี้เมื่อทหารออกมา พร้อมด้วยวิธีการ และเห็นบทเรียนจากตำรวจมาแล้ว จึงไม่ผิดซ้ำอีก รวมถึงผลของมันก็แตกต่างกัน คือมีผู้เสียชีวิต กับ ไม่มีผู้เสียชีวิต

5. ทำไมแกนนำเสื้อเหลืองได้เป็นรัฐมนตรี แกนนำเสื้อแดงถูกจับ?
อืม...ตอนนายกสมัคร นายกสมชายอยู่ในตำแหน่ง แกนนำเสื้อแดงก็มีตำแหน่งนะ ผมจำผิดหรือเปล่าว่าณัฐวุฒิแกเป็นโฆษกอะไรสักอย่างในรัฐบาลไหนสักรัฐบาลนึงนี่แหละ
ในฝั่งของเสื้อเหลือง เขาชี้แจงว่าท่านกษิต ไม่ใช่แกนนำ แต่เป็นวิทยากร ผู้อภิปรายบนเวทีเฉย ๆ
จะคุยเรื่องนี้เราคงต้องมานิยามกันก่อนว่า แกนนำ หมายถึงใคร ที่มีบทบาทและหน้าที่อย่างไรในการชุมนุมบ้างก่อน ถึงจะไปต่อได้

ผมว่ามันคงมีอีกหลายคำถามนั่นแหละ แต่ผมเชื่อว่ามันตอบได้ อย่างมีเหตุมีผลทุกคำถาม เพียงแต่คนตอบอย่าไปนึกว่าคำถามพวกนี้มันไร้สาระเสียก่อนเท่านั้นเอง แล้วเวลาตอบ ก็ตอบให้มันฟังง่าย ๆ อย่าใช้คำที่มันฟังแล้วต้องแปลแล้วแปลอีก

นอกเหนือจากเรื่องสองมาตรฐานที่ต้องรีบชี้แจงแล้วที่สำคัญ ผมคิดว่ารัฐบาลควรประชาสัมพันธ์ความผิดของทักษิณให้ทราบทั่วกัน บางเรื่องไม่ผิดกฏหมาย แต่เป็นเรื่องที่ผิดหลักการผลประโยชน์ทับซ้อน ก็ต้องเอามาอธิบายกันให้ทราบ ให้เข้าใจว่าแข่งฟุตบอลกับกรรมการ มันเป็นเรื่องไม่ปกติอย่างไร

เรื่องสุดท้าย แต่เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในความคิดของผมก็คือเรื่องบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบบการเมืองการปกครองของไทย ที่จะต้องทำความเข้าใจกับทุก ๆ คนที่สงสัยอย่างตรงไปตรงมาและเปิดเผย หากกระซิบกันไปกระซิบกันมา มันจะยิ่งสร้างคนที่สงสัยขึ้นมามากขึ้น ยิ่งคนที่สงสัยถูกด่าว่าเพราะไม่จงรักภักดีจึงสงสัยนั้น ก็จะยิ่งเป็นการผลักดันคนที่สงสัยไปอยู่ฝั่งเดียวกันกับคนที่ปฏิเสธ ซึ่งผมเชื่อว่าไม่เป็นผลดีต่อสังคมเลย

(เริ่มเขียนหลังจากจลาจลวันสงกรานต์สงบวันสองวัน เขียนเสร็จตอนที่นายกอภิสิทธิ์พยายามทำความเข้าใจกับประชาชนเรื่องสองมาตรฐานเกือบเสร็จแล้ว)

วันอาทิตย์, ธันวาคม 14, 2551

ลาจันทร์

เหม่อมองพระจันทร์บนฝากฟ้า
ลมหนาวพัดมาพาใจเหงา
เราไม่ลิขิตชีวิตเรา
เราจะยังหวัง หวังอะไร

โอ้จันทร์เจ้ากระจ่าง กลางฟ้า
บังบดแสงดารา ราวรอบ
ดาวมิสิ้นกำลัง ส่งประกาย
ประดับจันทร์ให้งามฉายด้วยแสงดาว

คนไม่ลิขิตชีวิตคน
คนจะยังเป็นคนอยู่ได้หรือ
คนปล่อยชีวิตให้หลุดมือ
คนจะถือ เป็นคนได้อย่างไร

จันทร์ลับจากฟ้าไปนานแล้ว
จันทร์หายไปแล้วโอ้จันทร์เจ้า
จันทร์ลาลับไปไม่เหลือเงา
ลาแล้วจันทร์เจ้าข้าขอลา

หวังเพียงจันทร์ยังเป็นจันทร์เช่นดังเดิม
หวังเพียงดาวจะยังเสริมประดับเจ้า
หวังนภาจะไม่เหงาเช่นดังเรา
หวังเพียงเจ้าจะเป็นจันทร์เช่นดังเดิม

จากวันที่พระจันทร์เข้าใกล้โลกมากที่สุด

วันอังคาร, พฤศจิกายน 04, 2551

ทำไมกว่าจะซื้อโทรศัพท์ได้สักเครื่องมันยากนักนะ

ในที่สุดก็สามารถต่อ Notebook เข้ากับโทรศัพท์มือถือเพื่อใช้ Internet ได้
เรื่องนี้ยาวมาก ไม่ใช่เรื่องทางเทคนิคหรอก แต่เป็นเรื่องความไม่รู้ของเราเองบวกกับความไม่รู้ของคนขายบางคน

เรื่องก็คือเราไม่เคยรู้เลยว่าการต่อ Internet ผ่านโทรศัพท์มือถือมันทำได้จริง (มานาน) แล้ว พอเรารู้ด้วยโฆษณาของ Internet SIM ของ DTAC เราก็เลยสนใจขึ้น

แต่ปรกติเราใช้โทรศัพท์รุ่นพื้นฐานเท่านั้น ราคาเครื่องต่ำกว่า 1000 บาท มาตลอด ก็เลยไม่รู้ว่าโทรศัพท์มือถือสมัยนี้มีรายละเอียด option เยอะมาก เยอะมากจนเรางง

เพราะฉะนั้นตอนที่เราไปซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่เพื่อนำมาต่อกับ Internet เราจึงคุยกับคนขายไม่รู้เรื่องเลย

เรา :> ขอซื้อโทรศัพท์หน่อยครับ
คนขาย :> รับรุ่นไหนดีคะ
เรา :> รุ่นที่ต่อกับ Notebook แล้วใช้ Internet ได้ น่ะครับ
คนขาย :> รุ่นนี้เลยค่ะ ราคา 4xxx บาท
เรา :> ดู spec เครื่องตรงไหนหรือครับ จึงจะทราบว่ารุ่นนี้ใช้ Internet ได้
คนขาย :> รุ่นนี้แหละค่ะ ใคร ๆ เขาก็ใช้กันได้
เรา :> ???

เราเดินหนีเลย

เรา :> ขอซื้อโทรศัพท์หน่อยครับ
คนขาย :> รับรุ่นไหนดีคะ
เรา :> รุ่นที่ต่อกับ Notebook แล้วใช้ Internet ได้ น่ะครับ
คนขาย :> รุ่นนี้เลยค่ะ ราคา 5xxx บาท
เรา :> ดู spec เครื่องตรงไหนหรือครับ จึงจะทราบว่ารุ่นนี้ใช้ Internet ได้
คนขาย :> ดูที่ Bluetooth ค่ะ ถ้ามีแปลว่าใช้ได้
เรา :> ???

เราเลยเลี่ยงไปดูร้านอื่น ที่ร้านอื่นก็จะเจอประสบการณ์คล้าย ๆ กัน

เรา :> ขอซื้อโทรศัพท์หน่อยครับ
คนขาย :> รับรุ่นไหนดีครับ
เรา :> รุ่นที่ต่อกับ Notebook แล้วใช้ Internet ได้ น่ะครับ
คนขาย :> รุ่นนี้เลยครับ ราคา 6xxx บาท
เรา :> ดู spec เครื่องตรงไหนหรือครับ จึงจะทราบว่ารุ่นนี้ใช้ Internet ได้
คนขาย :> ดูที่ GPRS/EDGE ถ้ามีแปลว่าใช้ได้
ฟังดูเข้าที
เราก็เลยดูเครื่องอื่น ๆ ในตู้เพื่อหาตัวเลือก สายตาไปเจอเครื่องหนึ่งราคา 3xxx เครื่องนี้ล่ะครับ มี GPRS เหมือนกันใช้ได้ไหม
คนขาย :> ไม่ได้ครับ
เรา :> อ้าว ??? (เรามาเดา+เข้าใจเอาทีหลังว่าเครื่องอาจจะใช้ WAP ผ่าน GPRS ได้เท่านั้น)

สุดท้ายเราเลยเลิกซื้อจากตู้เลย เดินเข้าศูนย์ DTAC ทันที และบทสนทนาทั้งหมดก็เริ่มขึ้นอีกครับ โชคดีคราวนี้เจ้าหน้าที่ของ DTAC มีความอดทนสูงมากและมีความเข้าใจในสิ่งที่ตนทำเป็นอย่างดีจึงสามารถอธิบายให้เราฟังไปทีละขั้น ๆ จนเราเข้าใจ ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้

พอเข้าใจแล้วก็เลยซื้อเลย ได้ NOKIA 3110 Classic มา 1 เครื่อง ราคาก็ไม่สูงมาก

เรื่องที่ติดใจเราก็คือ คนขายที่ร้านตามตู้ บางทีดูไม่มีความรู้ในสินค้าที่ขายเลย บางคนก็มีความรู้ แต่เป็นความรู้ที่ผิด (เป็นความเชื่อ ไม่ใช่ความรู้) แต่เขาก็ขายของกันได้ และก็มีคนซื้อของเขาเยอะแยะเสียด้วย ก็คือประสบความสำเร็จในการขายเป็นอย่างดี

ดังนั้น สำหรับสังคมของเราแล้ว การพัฒนาตนเองอาจจะไม่ใช่สิ่งจำเป็นก็ได้ เพราะดูจะไม่มีใครสนใจว่าตนจะได้รับสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพดีและปลอดภัยหรือไม่

ส.ส. ก็เหมือนกัน

วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 31, 2551

นักการเมืองและข้าราชการ (บางคน) นั่นแหละ ที่สร้างคนอย่างทักษิณขึ้นมา

ขอบันทึกความคิดเกี่ยวกับคุณทักษิณสักหน่อย แม้ว่าจะช้าไปหลายปี เพราะเพิ่งคิดออก

คงจะมีหลายสำนักได้วิเคราะห์ไว้แล้วว่าคนอย่างคุณทักษิณนั้นเป็นอย่างไร และเกิดขึ้นมาในสังคมไทยได้อย่างไร เราเองก็ได้อ่านบ้าง ไม่ได้อ่านครบ แต่คำสำคัญที่มักจะเจอบ่อย ๆ ก็เช่น ทุนนิยมสามานย์ อำนาจเหนือทรัพยากรของชนชั้น คิดไวทำไว ฯลฯ รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง

เวลาผ่านมาขนาดนี้ เรากลับคิดว่าคุณทักษิณแม้ไม่ใช่คนดี แต่ก็มิได้ผิดปรกติไปจากนักการเมืองคนอื่น ๆ คือไม่ได้เลวมากกว่ากันหรือน้อยกว่ากันสักเท่าไร
  • ถามง่าย ๆ ว่าเมื่อสมัยยังไม่มีคนอย่างคุณทักษิณ ประเทศไทยของเรามันไม่มีการฉ้อราษฏร์ บังหลวงหรือ?
  • นักการเมือง หรือแม้แต่ผู้มีบารมีทางการเมืองรุ่นเก่า ๆ ไม่เคยมีเรื่องอื้อฉาวที่กระซิบกระซาบกันทั่วไปหรือ? ไม่ว่าจะเป็น ป๋าเปรม น้าชาติ บรรหาร หรือแม้แต่คุณชวน บางเรื่องท่านเหล่านี้มิได้ลงมือเอง แต่เรื่องเหล่านั้นก็ไม่พ้นจากความรับผิดชอบของท่านไปได้
แล้วคุณทักษิณต่างจากนักการเมืองคนอื่นตรงไหน? คนทุจริตสมัยก่อนมีตั้งเยอะ คุณทักษิณไม่ใช่คนแรก ทำไมจึงถูกรุมเกลียด? ถ้าตอบเท่าที่เห็นก็คือ คุณทักษิณเวลาจะทำอะไรไม่ค่อยเกรงใจใคร ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองค่ายไหน เก่าหรือใหม่ก็ตาม

ลักษณะนิสัยของคนไทยที่ผมรู้จัก มักจะรักหน้าและรู้ว่าคนอื่นก็รักหน้า เป็นศัตรูกันยังไว้หน้ากัน เวลาถูกไม่ไว้หน้าแล้วมันเคืองนาน และผมคิดว่านั่นเป็นจุดสำคัญ

ผมคิดว่าเป็นเพราะคุณทักษิณเป็นนักธุรกิจมาก่อน และทำธุรกิจ เป็นที่รู้กัน (และน่าอายที่เราไม่รู้สึกว่ามันผิดปรกติ) การทำธุรกิจในประเทศไทยมันไม่สะอาด หากเป็นธุรกิจเล็ก ๆ ระดับความไม่สะอาดมันก็เล็ก ๆ เช่น ระดับเทศกิจ หรือระดับตำรวจ หากธุรกิจมันใหญ่ขึ้นความไม่สะอาดมันก็มากขึ้นเช่น ระดับนักการเมือง

คุณทักษิณคงโดนมาหมดแล้ว ทั้งนักการเมืองในยุคป๋าเปรม นักการเมืองในยุคน้าชาติ และนักการเมืองในยุคคุณชวน ส่งผลให้คุณทักษิณ หมดศรัทธานักการเมืองทั้งระบบ นักการเมืองเองนั่นแหละที่ทำให้คุณทักษิณดูถูกนักการเมืองทั้งระบบได้ นักการเมืองเองนั่นแหละที่ไม่ทำตัวให้น่านับถือและศรัทธาเองตั้งแต่แรก!

อีกประเด็นหนึ่งก็คือระบบราชการก็ถูกข้าราชการและนักการเมืองบางคนใช้เป็นเครื่องมือในการหาประโยชน์ ทั้งคุกคามคนสุจริต และอำนวยประโยชน์ให้คนทุจริต

ตัวระบบราชการเองก็น่าจะมีส่วนรับผิดชอบต่อปรากฏการณ์นี้ เพราะระบบราชการนั้นออกแบบมาให้รัดกุมและปฏิบัติตามได้ยาก หรือปฏิบัติตามไม่ได้เลยตามความเป็นจริง (หรือใครจะว่าผมโง่ หรือด้อยสามารถที่ไม่สามารถปฏิบัติตามระเบียบราชการบางข้อได้ ก็ได้ ผมไม่ถือ เรื่องบางเรื่องจะต้องเจอด้วยตนเองเท่านั้นจึงจะเชื่อได้)

พอปฏิบัติตามจริง ๆ ไม่ได้ คนก็ไม่ให้ความสำคัญ สัก ๆ แต่ว่าเซ็น ๆ ไปตามขั้นตอน ซึ่งเป็นเสมือนพิธีกรรมเท่านั้น

ระบบที่เข้มงวดมากจึงกลายเป็นระบบที่ไม่เข้มงวดเลย ระบบที่มีกฏเกณฑ์มากจึงกลายเป็นระบบที่หละหลวมที่สุด

คุณทักษิณก็เป็นคนหนึ่งที่ หมดศรัทธาต่อระบบ ไม่เห็นความศักดิ์สิทธิ์ของระบบเห็นกระบวนการตามระเบียบราชการเป็นเพียงพิธีกรรมและเห็นช่องโหว่ของระบบ เรื่องมันจึงเป็นเรื่องขึ้นมา

ผมคิดว่าต่อให้จับคุณทักษิณมาติดคุกได้ คนอย่างคุณทักษิณก็ยังจะมีเกิดขึ้นใหม่อีกมาก เหมือนกับในนิยายหรือการ์ตูน ที่จอมมารมักจะเกิดขึ้นจากคนธรรมดา ที่โดนคนเลวชั้นต่ำ ๆ รังแกก่อน

ถ้านักการเมืองยังทำตัวให้น่าดูถูก ถ้าระเบียบราชการยังถูกบังคับใช้โดยคนที่ไม่เข้าใจและยังถูกหาประโยชน์จากช่องว่างโดยคนที่ฉลาดที่ฉ้อฉล คนอย่างทักษิณก็จะเกิดขึ้นอีก

วันอาทิตย์, มีนาคม 23, 2551

สังคมอุดมอวิชชา

เมื่อวานซืน เอาเครื่องเล่น MP3 ไปให้ร้านเขาซ่อม (ในประกัน) ร้านออกใบรับสินค้าให้ และขอเบอร์โทรศัพท์เราไว้ เราถามว่าเมื่อไรเสร็จ ร้านตอบว่า ให้โทรไปถาม

ซึ่งเราเห็นว่าผิดตรรก เพราะว่าเราไม่มีทางรู้ว่าเครื่องของเราจะซ่อมเสร็จเมื่อไร แต่ร้านจะรู้ทันทีเมื่อเครื่องซ่อมเสร็จ ทำไมร้านไม่โทรหาเรา แล้วก็โทรทีเดียว จะคิดค่าโทรก็ได้ เพราะเข้าใจอยู่ว่าถ้าต้องโทรหาลูกค้าหลาย ๆ คนมันก็มีค่าใช้จ่าย

ถ้าให้เราโทร เราอาจต้องโทรไปหลายครั้ง เพื่อฟังคำตอบว่า ยังซ่อมไม่เสร็จ !!??

แต่ตรรกแบบนี้คือตรรกที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ (?) เพราะถ้าคนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ ร้านนี้คงขายของอยู่ไม่ได้ แต่ร้านนี้ก็อยู่ของมันมาได้ จากการสังเกต เราก็พบว่าร้านค้าส่วนใหญ่ก็จะมีพฤติกรรมทำนองนี้ คือคิดแบบตรรกไม่ได้ หรือไม่ก็คิดได้แต่ไม่คิด และผู้บริโภคจำนวนหนึ่งก็ไม่คิดเหมือนกัน ผู้บริโภคอีกจำนวนหนึ่ง (รวมเราด้วย) ก็ไม่อยากมีปัญหา เพราะกลัวร้านเขาจะแกล้งไม่ซ่อมให้ หรือซ่อมให้ช้า

-------------------------------------------------------
เดินต่อมาอีกสักหน่อย ชักอยากจะซื้อแผ่น DVD แบบที่เขียนลงไปได้ (คงจะมีหลายชนิด) เห็นมีอยู่ชนิดหนึ่ง DVD-R x16 ยี่ห้อ PRINCO เห็นเขียนข้างกล่องว่า ต้องใช้กับตัวเขียนที่ผ่านมาตรฐานใหม่เท่านั้น หาไม่แล้ว แผ่นอาจจะเสีย หรือร้ายแรงกว่านั้น ตัวเขียนก็จะเสียไปด้วย

ถามคนขาย คนขายยืนยันว่าใช้ได้แน่นอน ไม่เคยได้ยินว่าจะใช้ไม่ได้ เราก็ลำบากใจที่จะเชื่อ

-------------------------------------------------------
เมื่อตอนต้นปี เราไปเที่ยวเชียงรายกับเพื่อน ขากลับขอลงที่เชียงใหม่เพื่อต่อรถ บขส. กลับบ้านเอง เพราะว่าไปคนละทางกัน

รถที่ได้ มีสภาพแย่มาก คนขับรถรับจ้างขนพัสดุด้วย และพัสดุก็กินที่นั่งผู้โดยสายไปร่วม 10 กว่าที่ แต่คนขับก็ยืนยันที่จะรับผู้โดยสารจำนวนเท่าเดิม ทำให้โดยสารกันอย่างแออัด

พอรถขึ้นเขา ก็ไปตายอยู่บนเขาในกลางดึก

-------------------------------------------------------
ก่อนหน้านี้หลายปี เราเคยซื้อแบตเตอรี่แบบอัดประจุซ้ำได้ พร้อมเครื่องอัดประจุ ปรากฎว่าตัวแบตเตอรี่กับตัวอัดประจุ มันเป็นคนละชนิดกัน ซึ่งคู่มือก็ไม่ได้เขียนว่ามันจะใช้ด้วยกันได้ เราก็เลยถามคนขายว่าเครื่องอัดประจุที่ใช้อัดประจุแบตเตอรีชนิดนี้มีหรือไม่

คนขายทำท่าทาง งง และหงุดหงิดมาก ถามเราว่า นี่ถ่านชาร์จ! นี่เครื่องชาร์จถ่าน! ทำไมจะใช้ไม่ได้

จริง ๆ แล้วจะใช้กันได้หรือไม่ เราก็ไม่รู้หรอก แต่คู่มือเขียนว่าให้ใช้กับแบตเตอรีชนิดนี้เท่านั้น ต่อให้คนขายยืนยันว่าใช้ได้ เราก็ลำบากใจที่จะเชื่อ

เราไม่รู้ว่าคนขายอ่านคู่มือหรือเปล่า เราไม่รู้ว่าลูกค้าคนอื่นเขารู้ว่ามันใช้ได้แน่ ๆ หรือว่าเขาแค่เชื่อคนขายเฉยๆ

-------------------------------------------------
หรือแม้แต่กระทั่งเว็บไซต์ยอดนิยม ก็มีการออกแบบหน้าเว็บที่ในสายตาผมถือว่าแย่ เช่นการบรรจุทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในหน้าแรก เลอะเทอะ และใช้เวลาโหลดนาน สำหรับคนที่มีแบนด์วิทธ์น้อย ๆ

บางทีก็เอาเรื่องใต้สะดือมาล่อ

ก็เป็นเว็บไซต์ที่ยอดนิยม (จนได้) [แล้วก็บ่นว่าวัยรุ่นไทยสนใจแต่เรื่องใต้สะดือ]

-------------------------------------------------
เราคิดว่าผู้ประกอบวิชาชีพหลายวิชาชีพขาดความรู้ในสิ่งที่คนเองทำ และผู้บริโภคก็ไม่รู้ว่าผู้ที่ประกอบวิชาชีพเหล่านี้ขาดความรู้ที่จะให้บริการผู้บริโภคอย่างถูกต้อง

เมื่อคนให้บริการ คนขาย ไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี และผู้บริโภคไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี
บริการดี ๆ หรือสินค้าดี ๆ จะขายได้อย่างไร?

แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดคือสิ่งนี้ ผู้บริโภครู้ว่าอะไรดีมีคุณภาพ และถูกต้อง รู้ว่าอะไรแย่ ไร้คุณภาพ และผิด จะกระตุ้นให้ ผู้ขาย และผู้ให้บริการพัฒนาสินค้าและบริการของตนเองอยู่เสมอ

แต่ถ้าแรงขับเคลื่อนนี้ไม่ทำงาน จะมีใครที่ตั้งใจจะพัฒนาสินค้า และบริการ เพื่อผู้บริโภค ก็ในเมื่อตั้งใจทำก็ขายได้ ไม่ตั้งใจทำก็ขายได้

พอไม่มีการพัฒนา มันก็แข่งขันกับนานาชาติไม่ได้ ถ้าอยากจะแข่งให้ได้ ก็ใช้ข้อได้เปรียบเรื่องราคาเพียงอย่างเดียว พอค่าเงินมันขึ้น ก็หมดความสามารถในการแข่งขันกันเป็นแถว

นี่ไม่ใช่เรื่องของผู้ผลิตหรือผู้ขายอย่างเดียว

เพราะถ้าผู้บริโภคไม่มีความรู้ และไม่รู้จักเลือกและแยกแยะสิ่งที่มีคุณภาพออกจากสิ่งที่ไม่มีคุณภาพ ไม่แยกแยะบริการที่ดีออกจากบริการที่ห่วย ผู้ประกอบการที่ไหนมันจะปรับตัว!?

สังคมไทยก็เต็มไปด้วยสินค้าและบริการที่ด้อยคุณภาพ หลอกได้ก็แต่กับคนไทยด้วยกันเอง ไปขายใครที่อื่นก็ไม่ได้ หมดสิ้นซึ่งความสามารถในการแข่งขัน

ไม่รู้ว่าจะโทษใครดี เพราะ
- จากมุมมองของคนขาย ตั้งใจทำก็ขายได้ ไม่ตั้งใจทำก็ขายได้ จะตั้งใจให้เหนื่อยทำไม มันก็ไม่น่าจะผิด
- จากมุมมองของคนซื้อ ในเมื่อไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี ซื้ออะไรมาก็เหมือนกัน มันก็ไม่น่าจะผิดเหมือนกัน

ถ้าจะผิด ก็คงต้องว่าลูกค้าบางคนผิดที่เสือกรู้มาก เพราะถ้าไม่รู้ซะว่ามันไม่ดีก็อาจจะไม่เป็นทุกข์ก็ได้

วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 22, 2551

อย่างได้อย่างไร ให้ทำอย่างนั้น

ไม่ใช่เอาแต่บ่น ๆ ๆ
โทษโน่น โทษนี่ โทษฟ้า โทษดิน

เราอย่าได้หวังความสมบูรณ์แบบจากใครคนอื่น ไม่มีหรอก แม้แต่กับตนเองก็ไม่มี มัวแต่โวยวายเรียกร้องโน่นนี่ เสียเวลาทำมาหากินเปล่า ๆ

ถ้าคิดว่าที่เป็นอยู่นั้นไม่ดี อะไรที่จะทำให้มันดีได้ ก็ทำซะ

วันศุกร์, พฤศจิกายน 16, 2550

เสรีนิยมจอมปลอม

เสรีนิยมจอมปลอมคือเสรินิยมที่คนอื่น ๆ ต้อง ขบถ เหมือนกู
ถ้าไม่ขบถเหมือนกู แปลว่าเป็นพวกโง่เง่า ถูกล้างสมอง

ไม่ค่อยต่างไปจาก อนุรักษ์นิยมแบบเผด็จการความดี ซักเท่าไร

แน่นอนว่า ไม่ได้หมายความว่า เสรีนิยมทุกคน ต้องจอมปลอมเสมอไป

สมัยก่อน กลไกทางสังคม ใช้ลัทธิบูชาผี เป็นเครื่องกำกับศีลธรรม
ต่อมาวิทยาศาสตร์ทำลายลัทธิบูชาผีหมดสิ้น แต่ไม่ได้สร้างเครื่องกำกับศีลธรรมขึ้นมาใหม่
สังคมที่มันครึ่ง ๆ กลาง ๆ มันเลยวุ่นวายไปหมด

ณ เวลานั้น วิทยาศาสตร์คือ ขบถ (ณ เวลานี้ พวกที่ตำหนิวิทยาศาสตร์อย่างนั้น ก็คือ ขบถ เหมือนกัน) เมื่อใจมุ่งไปยังเป้าหมายที่ต้องการ อาจทำให้มิได้ใตร่ตรองผลกระทบอื่น ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากแนวคิด ขบถ ของเรา มันก็ไม่ใช่ความผิดบาปอะไร

แต่เมื่อมีบทเรียนมาแล้ว ก็ไม่อยากให้คนรุ่นใหม่ ๆ ทำผิดเหมือนคนที่งมงายในวิทยาศาสตร์เมื่อ 40 -50 ปี ที่แล้วได้กระทำมาแล้ว

บางสิ่งที่เป็นอยู่ในสังคม คือสิ่งที่ผ่านวิวัฒณาการทางสังคมมาแล้ว มันมีคุณค่าของมันอยู่ การทำลายสิ่งนั้นเพื่อตอบสนองความเชื่อ (หรือความงมงาย) ในลัทธิบางอย่างของตน อาจส่งผลต่อสังคมโดยรวมมากกว่าที่คิด

ถ้าเสรีนิยม ก็เสรีจริง ๆ อย่าเสรีปลอม ๆ ความเชื่อของท่านอาจจะถูกก็ได้ แต่ก่อนจะปักใจ อยากให้พิจารณาใตร่ตรองให้รอบคอบ สิ่งหลายสิ่ง เสียไปแล้วเสียไปเลย เรียกคืนไม่ได้

หลาย ๆ สิ่ง เมื่อเริ่มต้นแล้ว ควบคุมไม่ได้ และผลของมันอาจไม่เป็นไปอย่างที่เราคิดก็ได้ ถ้าเราไม่รอบคอบพอ

วันอังคาร, สิงหาคม 07, 2550

ภูมิใจไหม? คนไทยทำงานหนัก (เกือบ) ที่สุดในโลก !!! - ก.พ. จะเอายังไง

วันนี้อ่านมติชนรายสัปดาห์ฉบับประจำที่ 1407 ประจำวันที่ 3-9 สิงหาคม 2550 คอลัมน์กระแสคน กระแสโลก โดย ดร. ภาณุภาคย์ พงศ์อติชาต สำนักงาน ก.พ. เรื่องภูมิใจไหม? คนไทยทำงานหนัก (เกือบ) ที่สุดในโลก !!!

ได้ความว่าประเทศไทยมีสัดส่วนคนทำงานมากชั่วโมงที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลกคือ ร้อยละ 46.7 ชั่วโมง ทำงานมากกว่า 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ รองจากอันดับหนึ่ง เปรู ร้อยละ 50.9 และ เกาหลีใต้ ร้อยละ 49.5

แล้วท่านก็ตั้งประเด็นว่า เรื่องนี้มองแง่ดีก็คือ คนไทยขยัน มองแง่ร้ายก็คือค่าจ้างของเราต่ำทำให้ต้องทำงานมาก และน่าจะส่งผลเสียหลายประการเช่น เมื่อใช้เวลาทำงานมากก็จะมีเวลาสำหรับเรื่องอื่น ๆ ในชีวิตน้อยลง ทำให้คุณภาพชีวิตตกต่ำ

แต่ผมกลับรู้สึกว่า ที่ต้องทำงานอย่างหนักหนาสาหัส (ณ เวลานี้ 00:09:00 น. และยังต้องทำงานอยู่) ส่วนหนึ่งก็เพราะไอ้การประเมิน KPI ของ ก.พ. นั่นแหละ ท่านอาจจะไม่ทราบว่า KPI ที่เราต้องเตรียมนั้นรวมกันได้ตั้ง 86 ตัวชี้วัดไล่ลงมาถึงหน่วยงานระดับเล็กที่สุดในมหาวิทยาลัย

ผมไม่ได้รังเกียจ KPI การมีตัวชี้วัดที่ชัดเจนย่อมส่งผลดีต่อการพัฒนางาน แต่ตำราก็บอกว่า จำนวน KPI สำหรับหน่วยงานที่ไม่มีระบบฐานข้อมูลที่ดี ควรจะไม่เกิน 20 ตัวชี้วัด ! สำหรับหน่วยงานที่มีระบบฐานข้อมูลอย่างดี ก็ไม่ควรจะเกิน 40 ตัวชี้วัด !! เพราะถ้าเกินไปกว่านี้หน่วยงานจะต้องเสียเวลาอย่างมากในการรวบรวมข้อมูลซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพของงานประจำ


แล้วคุณรู้ไหมว่าหน่วยงานเล็กที่สุดในมหาวิทยาลัยจะต้องเตรียมเอกสารเพื่อรับการประเมินโดยใช้ตัวชี้วัดถึง 86 ตัวชี้วัด !!!

ภาควิชาฯ น่ะ แค่เตรียม สอน วิจัย บริการวิชาการ ก็หมดเวลา 45 ชั่วโมงต่อสัปดาห์แล้ว ใน 86 ตัวชี้วัดยังเรียกร้องให้มีการทำแผน "ลดขั้นตอน" การทำงาน แผน "ประหยัดพลังงาน" อยู่เลย

เรื่องตลกของแผน "ลดขั้นตอน" ก็คือ ขั้นตอนราชการมันลดไม่ได้ครับท่าน เพราะผู้ปฏิบัติไม่มีใครกล้าทำผิดไปจากความเคยชิน ทุกคนกลัวความผิดพลาด กลัวความผิดจากระเบียบราชการทั้งนั้น

ถ้าท่านอยากลดขั้นตอน ท่านก็ออกระเบียบราชการมาให้มันมีขั้นตอนน้อย ๆ ตั้งแต่แรกสิครับ อย่ามาเรียกร้องเอากับหน่วยงานปลายทางอย่างภาควิชาอย่างนี้ เราน่ะ ท่านให้ทำอย่างไร เราก็ทำอย่างนั้นทั้งนั้นแหละ ไม่อยากแหกกฏแหกระเบียบหรอก ต่อให้ระเบียบมันงี่เง่าขนาดไหนก็ตาม

ถ้าท่านอยากให้พวกเรามีคุณภาพชีวิตดีกว่านี้ มีชั่วโมงทำงานไม่แตกต่างไปจากนานาอารยประเทศแล้วละก็ ขอแค่ท่านลดจำนวน KPI ของท่านลงบ้าง หรือคุยกับหน่วยงานอื่นที่เขาจะต้องประเมินเราบ้าง อันไหนรวมกันได้ก็รวมกันเสีย เราต้องถูกประเมินจากหลายหน่วยงาน ถ้าต้องเตรียมให้ทุกท่านมาประเมินเราได้อย่างดี ก็ต้องจัดสรรกำลังคนส่วนหนึ่งไปกับเรื่องนี้ แต่คนเราเท่าเดิมเพราะอัตราราชการมันไม่มีอีกแล้ว มันก็ทำให้เราต้องทำงานเพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง

และจะช่วยได้มากยิ่งขึ้นหากท่านจะอธิบายให้แต่ละหน่วยงานมีความเข้าใจการประเมินอย่างถ่องแท้ ไม่ใช่แค่ต้องการปั่นตัวเลขเฉย ๆ ผู้ใหญ่รับงานมา ผู้น้อยมันเหนื่อย...โว้ย

วันพุธ, มิถุนายน 13, 2550

โทษคนอื่นมันง่าย

วันนี้มีปัญหาที่ทำงาน ใจหนึ่งก็นึกโกรธเพื่อนร่วมงานและลูกน้องที่ทำงานผิดพลาด (มีคำอื่นแทนคำว่าลูกน้องไหม?) นึกว่าทำไมถึงได้ฉลาดน้อยนัก (ตอนที่นึกนั้นใช้อีกคำหนึ่ง)

แต่นึกถึงประโยคหนึ่งได้จากหนังสืออะไรสักเล่ม เขาบอกว่า
เจ้านายที่โทษว่าลูกน้องโง่จึงทำให้งานล้มเหลว เป็นเจ้านายที่โง่มากจริง ๆ

ก็เลยกลับมามองตัวเอง เห็นจริงดังที่เขาว่ากันว่า โทษคนอื่นมันง่าย ก็ต้องอโหสิกรรมท่านทั้งหลายไว้ ณ ที่นี้ด้วย

วันศุกร์, มิถุนายน 08, 2550

เหตุผลคือสิ่งที่ไม่มีเหตุผล

เมื่อสองวันก่อนได้อ่านคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ซึ่งคอลัมนิสต์ท่านสามารถหากเหตุผลมาสนับสนุนความคิดเห็นของท่านได้ทุกเรื่อง ไม่ว่ามันจะไร้เหตุผลเท่าไรก็ตาม

ท่านว่าตำรวจดูจะเข้มงวดกับความผิดกฏจราจรมากไปซักหน่อยแล้ว โจรมีทำไมไม่จับ มาจับประชาชน (ที่ทำผิดกฏหมาย) ทำไม?

ถ้าจำไม่ผิดหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกันเคยหาเหตุผลมาสนับสนุน คาสิโน ในประเทศได้ หนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกันเคยหาเหตุผลมาคัดค้าน คาสิโนในประเทศได้ แล้วแต่ว่าเวลานั้น ๆ หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นต้องการอะไร

เอาเข้าจริงแล้ว หากค้นดูดี ๆ ดีไม่ดีอาจจะค้นเจอว่าหนังสือพิมพ์ฉบับเดิมอาจเคยให้เหตุผลตำหนิตำรวจที่ไม่ จับคนที่ทำผิดกฏจราจรมาแล้วก็ได้

ทำให้ผมตระหนักถึงข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่า อันที่จริงแล้วเหตุผลคือสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง ที่ว่าคุยกันด้วยเหตุด้วยผลนั้น ก็คือใครพูดเก่งกว่า ทำให้คนเชื่อได้มากกว่า พูดได้ดูดีกว่าเท่านั้นเอง เพราะในเมื่อเรื่องราวในโลกนี้ไม่ใช่ขาวดำ เหตุผลจึงมาตัดสินไม่ได้ว่าสิ่งใดผิด สิ่งใดถูก

ที่ใกล้ตัวหน่อยก็เรื่องรัฐธรรมนูญ คนที่อยากให้ผ่านก็มีเหตุผล คนที่ไม่อยากให้ผ่านก็มีเหตุผล ทุก ๆ คนมีเหตุผลกันหมด ในบางกรณีก็ว่าอีกฝ่ายไม่คุยกันด้วยเหตุด้วยผลเมื่อเขาแสดงเหตุผลของเขาออกมา

รุ่นพี่แนะนำว่าอย่าไปยึดติดกับเหตุผลนักเลย ท่านให้ยึดธรรมนำหน้า เป็นธรรม หรือไม่เป็นธรรม มันชัดเจนกว่าเหตุผลเยอะ

เขียนไปเขียนมาก็งงเอง เอาเป็นว่าอยากบันทึกไว้ว่าอย่าไปเชื่อสิ่งที่เรียกว่าเหตุผลนัก อยู่ที่ว่าใครพูด แล้วเขาต้องการอะไร ถ้าเขาต้องการมาก ๆ เขาก็หาเหตุผลมารองรับได้ทั้งนั้นแหละ

เด็ก ๆ บางคนทุจริตในการสอบ ยังมีเหตุผลอ้างว่าสิ่งที่ตนทำนั้นถูกต้องเลย

วันจันทร์, พฤษภาคม 21, 2550

ความคาดหวังจากภาคธุรกิจต่อมหาวิทยาลัย -- มากไปไหม?

เมื่อสักหลายเดือนที่ผ่านมา ได้มีโอกาสคุยกับตัวแทนของภาครัฐที่มีหน้าที่ส่งเสริมเศรษฐกิจท่านหนึ่ง โดยที่ท่านเป็นผู้ที่เคยทำงานในภาคธุรกิจมาก่อน

ท่านบอกว่ามหาวิทยาลัยต้องผลิตบัณฑิตที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ ซึ่งเราเองก็ไม่ขัดข้องคัดค้านท่านในประเด็นนี้

แต่ดูเหมือนท่านคาดหวังว่านักศึกษาจบใหม่ ๆ จะต้องสามารถทำงานได้ทันที รู้จักเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในโรงงานทันที ไม่ต้องให้มีคนสอน ผมก็ว่าท่านคาดหวังผิด และคาดหวังสูงไปสักหน่อย

ที่ว่าผิดคือผมคิดว่า มหาวิทยาลัยไม่ได้มีหน้าที่ รับใช้ ภาคธุรกิจ พอโรงงานของท่านใช้โปรแกรม ก. ไก่ นักศึกษาของเราก็ต้องใช้โปรแกรม ก. ไก่ เป็น พอโรงงานของท่านใช้โปรแกรม ข. ไข่ นักศึกษาของเราก็ต้องใช้โปรแกรม ข. ไข่ เป็น ไม่ต้องพูดถึงว่าภาคธุรกิจของท่านเคยตอบแทนอะไรให้สังคม หรือแม้แต่แบ่งปันอะไรให้มหาวิทยาลัยบ้าง

ผมเชื่อว่ามหาวิทยาลัยมีหน้าที่ รับใช้สังคม เราต้องการผลิตบัณฑิตที่ คิดเป็น มากกว่าบัณฑิตที่ใช้โปรแกรมนั้น โปรแกรมนี้เป็น เพราะผมเชื่อว่าหากบัณฑิตมีพื้นฐานที่ดีแล้ว และคิดเป็นแล้ว ไม่ว่าโรงงานจะใช้โปรแกรมอะไรทำงาน บัณฑิตของเราก็สามารถเรียนรู้และทำงานกับระบบนั้น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

ผมลองนึกย้อนดูว่า สมัยผมเรียนวิชา Computer Programming ซึ่งเป็นวิชาพื้นฐานสมัยผมเรียนระดับปริญญาตรี ตอนนั้นเขาใช้ภาษา Fortran สอน ปัจจุบันงานของผมใช้ PHP เป็นหลักซึ่งไม่ได้มีสอนในสมัยนั้น ผมก็สามารถเรียนรู้ได้ เพราะหลักการใหญ่ ๆ มันเหมือนกัน แล้วการเรียนรู้ PHP ที่ว่านี้ก็เกิดขึ้นในที่ทำงาน

บางท่านยกตัวอย่าง 7-11 ที่ผลิตบัณฑิตตรงตามความต้องการของตัวเอง ผมก็ต้องถามกลับเหมือนกันว่า ก็นั่น 7-11 ลงทุนเอง มันก็ไม่แปลกตรงไหน แต่หากฝ่ายธุรกิจอื่นต้องการบัณฑิตสำเร็จรูปขนาดนั้น ต้องถามกลับไปด้วยว่า แล้วท่านให้อะไรกับฝ่ายการศึกษาบ้างถึงได้คาดหวังผลสำเร็จรูปสูงขนาดนั้น

แต่ก็เป็นความเห็นของผมคนเดียว ผมคิดว่ามันคงพิลึกดีที่จะต้องสอนนักศึกษาถึง ระบบใดระบบหนึ่งให้เชี่ยวชาญเป็นการเฉพาะ เพื่อตอบสนองบริษัทบางบริษัท ทั้ง ๆ ที่ในตลาดมีให้เลือกหลายระบบ และในประวัติศาสตร์ก็มีวิวัฒนาการมาหลายระบบ แทนที่จะสอนให้นักศึกษารู้จัก และเข้าใจหลักการใหญ่ของระบบ ประเภท นั้น ๆ แล้วมีศักยภาพที่จะไปเรียนรู้ระบบใด ๆ ในประเภทนั้น ๆ ก็ได้