วันศุกร์, ธันวาคม 02, 2554

ปัญหาการทุจริตฉ้อราษฏร์บังหลวง - มุมมองใหม่

วันนี้ได้อ่านบทความ "ไทยติดอันดับ ๘๐ คอรับชั่นโลก" จากไทยโพสต์ ฉบับวันศุกร์ที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๔ แล้วลองคิด ๆ ดูได้พบมุมใหม่ขึ้นมาประการหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้สังคมไทยพ้นไปจากสภาพ "เรื่องโกงเป็นเรื่องธรรมชาติ" ได้


มุมมองใหม่ที่ว่านี้เกิดจากความคิดที่ว่า 
คนเหมือนกัน ทำไมบางประเทศจึงมีการฉ้อราษฏร์บังหลวงน้อยกว่าประเทศอื่น ๆ ?
เป็นไปได้หรือไม่ว่าแต่เดิม มุมมองที่เรามีต่อการฉ้อราษฏร์บังหลวงและวิธีที่เราพยายามใช้แก้ไขพฤติกรรมการฉ้อราษฏร์บังหลวงนั้นมาจากมิติที่ไม่รอบด้านเพียงพอ เมื่อมองจากมุมที่จำกัดจึงไม่เห็นสาเหตุที่แท้จริง เมื่อไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงจึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้

ที่คิดอย่างนี้เพราะผมไม่อาจทำใจเชื่อได้ว่าคนต่างชาติจะมีศีลธรรมสูงกว่าคนไทย (และไม่เชื่อว่าคนไทยจะมีศีลธรรมสูงกว่าคนต่างชาติ) ในแง่ของความเป็นมนุษย์ผมคิดว่า คนไม่ต่างกัน แต่อะไรล่ะที่ทำให้สังคมของคนในแต่ละที่มันถึงได้ต่างกัน

มุมมองเดิมคืออะไร? มุมมองเดิมก็คือการฉ้อราษฏร์บังหลวงเกิดขึ้นเพราะคนมันเลว ดังนั้นวิธีแก้คือทำให้คนมันกลายเป็นคนดีซะ!!?? ซึ่งผมว่ามันตื้นมาก ตื้นเกินไป ตื้นขนาดที่มีโฆษณารณรงค์ให้เป็นคนดีแบบแปลก ๆ เช่นมีโฆษณาวิทยุอยู่โฆษณาหนึ่ง เป็นฉากสอบสัมภาษณ์สมัครงานซึ่งมีดังนี้

ผู้สัมภาษณ์: พิมพ์ดีดเป็นไหม
ผู้สมัคร: ไม่เป็นครับ
ผู้สัมภาษณ์: ใช้คอมพิวเตอร์เป็นไหม
ผู้สมัคร: ไม่เป็นครับ
ผู้สัมภาษณ์: เอ้า! แล้วเป็นอะไรมั่งเนี่ย
ผู้สมัคร: เป็นคนดีครับ
ผู้สัมภาษณ์: โอเค...รับเลย

ผมคิดว่าถ้ารับคนดีแบบนี้เข้าไปทำงาน ผู้ใช้บริการหน่วยงานอาจจะเป็นฝ่ายเสียหายมากกว่า แล้วมันก็ไม่ใช่การทำดีตรงไหน การส่งเสริมคนดีที่เป็นอย่างนี้ในระยะยาวแล้วอาจสร้างคนเลวอื่น ๆ ขึ้นได้มาก สรุปแล้วจะเสียมากกว่าดี

ด้วยการที่เรามองว่าความเลวเป็นเหตุแห่งการฉ้อราษฏร์บังหลวง เมื่อจะดับที่เหตุก็เลยดับที่ความเลวโดยทำให้มันดีซะ ซึ่งจากข่าวไทยโพสต์วันนี้แสดงให้เห็นเองแล้วว่ามันไม่ได้ผล (หรืออย่างน้อย แก้ไขที่ประเด็นนี้เพียงประเด็นเดียวมันไม่ได้ผล)

งั้นเราเอาใหม่ ลองตั้งสมมติฐานว่าคนเราจะ ดี-เลว ในแต่ละสังคมไม่น่าจะต่างกันมากนักหรอก ดังนั้นจะ ดี หรือ เลว อาจไม่ใช่สาเหตุของการฉ้อราษฏร์บังหลวงโดยตรง สาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้มีการโกงเกิดขึ้นน่าจะมีอะไรได้อีกบ้าง...


ประเด็นหนึ่งที่น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การฉ้อราษฏร์บังหลวงกลายเป็นเรื่องที่คนธรรมดายอมรับได้ก็คือ ระบบงานมันไม่มีประสิทธิภาพ ถ้าลองนึกถึงสมัยที่องค์การโทรศัพท์ยังเป็นผู้ให้บริการคู่สายโทรศัพท์เพียงรายเดียวในประเทศไทยอยู่ การขอคู่สายโทรศัพท์เป็นเรื่องที่ยาก ใช้เวลานาน ราคาแพงและความช้าเร็วในการรอคิวขึ้นอยู่กับเงินพิเศษที่อาจต้องจ่ายเพิ่ม

คนยอมจ่ายเพราะระบบมันไร้ประสิทธิภาพ

ปัจจุบันมีผู้ให้บริการหลายเจ้า แต่ละเจ้าแข่งขันกันในด้านประสิทธิภาพการให้บริการ เมื่อระบบงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้อง "ยอมจ่าย" อีกต่อไป ถ้ามีเจ้าพนักงานเรียกเงินเพิ่ม ผู้ใช้บริการก็จะรับไม่ได้ และไม่ยอมจ่ายในที่สุด

บางครั้ง ปัจจัยที่เอื้ออำนวยให้คนไม่มีฉวยโอกาสฉ้อราษฏร์บังหลวงได้ก็เพราะคนธรรมดา หาข้ออ้างให้ตัวเองทำผิดระเบียบได้โดยไม่รู้สึกผิด ตัวอย่างเช่น ผมเคยสังเกตนักศึกษาที่ซื้ออาหารจากโรงอาหาร ในยุคหนึ่งไม่ค่อยพบว่าจะมีการเข้าคิวเท่าไร ใครแทรกเก่ง หน้าด้าน ก็จะได้สั่งอาหารก่อน นักศึกษากลุ่มเดียวกันเวลาไปซื้อตั๋วหนังที่ SF หรือ EGV กลับสามารถเข้าคิวต่อแถวกันได้อย่างเป็นระเบียบ

คนกลุ่มเดียวกันแท้ ๆ

นี่ยิ่งยืนยันกับผมต่อไปว่า ถ้าระบบดีมีประสิทธิภาพ ไม่มีคนธรรมดาคนไหนอยากจะเอาเปรียบคนอื่น ไม่อยากจะลัดคิว ไม่อยากจะผิดระเบียบ แต่เนื่องจากระบบมันไม่มีประสิทธิภาพ คนธรรมดาไม่อยากจะเสียเปรียบใครก็เลยมีข้ออ้างให้ตัวเองต้องยอมทำผิดระเบียบ แล้วก็เลยต้องพึ่งพาคนไม่ดีที่มีอำนาจ เป็นจุดเริ่มต้นของวงจรอุบาทว์ของการฉ้อราษฏร์บังหลวงของประเทศชาติต่อไป

ดังนั้นการแก้ไขปัญหาการฉ้อราษฏร์บังหลวงที่น่าจะได้ผลดีกว่าการโฆษณารณรงค์ให้คนเป็นคนดี ก็คือการปรับปรุงประสิทธิภาพในงานต่าง ๆ ให้สูงขึ้น และนั่นทำให้ขยายความต่อไปได้อีกว่า การที่เรายอมให้มีความไร้ประสิทธิภาพในงานของเราก็เท่ากับเราส่งเสริมการฉ้อราษฏร์บังหลวงและเป็นส่วนหนึ่งของมันนั่นเอง

11 ความคิดเห็น:

engineering kku กล่าวว่า...

"การปรับปรุงประสิทธิภาพในงานต่างๆให้สูงขึ้น" เป็นความคิดที่ดีเลยทีเดียวครับ แต่ท่านครับ อะไรที่ทำให้เขาต้องปรับปรุงประสิทธิภาพครับ?
ผมขอพูดถึงมุมมองการแก้ปัญหาอีกสักทางครับ ผมมองว่าปัญหาการทุจริตเกิดจากประชาชนที่อ่อนแอ เห็นๆว่าโกง แต่ก็นิ่งเฉย คือ ยอมเสียสิทธิของตัวเอง บางคนมีสิทธิเพียงราคา500บาทต่อปี(ผมมี300บาทต่อปี)(ฮา) พิจารณาต่ออีกนิด... อะไรทำให้คนเหล่านั้นยอมเสียสิทธิที่ควรมี ผมคิดว่า เพราะมหาลัยฯสอนให้คนเสียสิทธิ ไม่ได้สอนให้ นศ. ใช้สิทธิของตัวเองอย่างเต็มที่ ยกตัวอย่างเช่น ปี1มัสิทธิเป็น0 เงินที่ผมจ่ายค่าเสื้อshop ค่าแฟ้มสีแดง ... ผมไม่ได้สิ่งเหล่านั้น ผมมองว่าเพราะมหาลัยฯเป็นคนสนับสนุน คำถามต่อมาคือ อะไรทำให้มหาลัยฯไม่ค่อยรณรงค์เรื่องสิทธิ เพราะมหาลัยได้ผลประโยชน์ คือ จัดการนักศึกษาได้ง่าย เป็นระเบียบ เพราะมหาลัย เป็นที่ๆสร้างบัณฑิต เป็นผมจึงให้ความสำคัญกับมหาลัย...
หลักๆ คือ ผมคิดว่า ปัญหาการโกงมาจากพื้นฐานสังคมที่อ่อนแอ และพื้นฐานสังคม(ในอนาคต)คือชีวิตในมหาลัย หรือผมคิดผลาดตรงไหน ช่วยให้ความเห็นด้วยครับ

Kittiphong Meesawat กล่าวว่า...

น่าสนใจครับ ขอตอบทีละคำถามนะครับ

1. อะไรที่ทำให้คนเราต้องปรับปรุงประสิทธิภาพ ตอบได้สองแบบนะครับ ตอบแบบรูปธรรม กับตอบแบบนามธรรม

ตอบแบบรูปธรรมก็คือ หากมีการแข่งขัน คนไร้ประสิทธิภาพจะอยู่ไม่ได้ครับ อย่างมหาวิทยาลัยเดี๋ยวนี้ถือว่ามีการแข่งขันสูง ถ้าไม่ปรับตัว วันหนึ่งก็จะตกชั้น ถูกมหาวิทยาลัยที่มีประสิทธิภาพดีกว่าแซงไปได้ คนก็ไม่มาเรียน

ตอบแบบนามธรรมก็คือ ธรรมชาติของสัตว์โลก ถ้าไม่ใช่วิวัฒนาการ มันก็ยังคงเป็นสัตว์เซลล์เดียวอยู่เช่นนั้น แสดงว่าโดยธรรมชาติของมนุษย์ย่อมแสดงว่าสิ่งที่ดีกว่าอยู่เสมอ คนที่ไม่สร้างสรรค์งานให้ดีขึ้น มีชีวิตอยู่อย่างไร้คุณค่า ย่อมไม่มีความสุข

ความสุขของคนทำงาน อยู่ที่การทำงานที่มีคุณค่าครับ งานที่มีคุณค่าคืองานที่เกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น การเพิ่มประสิทธิภาพก็จะเพิ่มคุณค่าของงาน และคุณค่าของตนเองในที่สุด

Kittiphong Meesawat กล่าวว่า...

2. สิ่งหนึ่งที่สนับสนุนการทุจริต คือการเฉยชาของผู้ถูกละเมิดสิทธิ์

ผมเห็นด้วยร้อยเปอร์เซนต์ครับ แต่จะไปโทษผู้ถูกละเมิดถ่ายเดียวไม่ได้ เพราะว่าระบบยังไม่สามารถคุ้มครองสวัสดิภาพของคนในสังคมตามที่ควรจะเป็นได้

หากรัฐสามารถรับประกันสวัสดิภาพของประชาชนทุกคนได้จริง เวลาเห็นคนโกง ถ้าเราออกมาบอกแล้วไม่ตาย เราก็คงจะออกมาบอกกันนั่นแหละ

เรื่องนี้พูดกันยาว ๆ แล้วก็เหมือนไก่กับไข่ งูกินหาง ไม่ใช่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ก็คงจะต้องค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงกัน

ธรรมชาติมนุษย์ครับ ใคร ๆ ก็รักสวัสดิภาพของตนเองทั้งนั้น

Kittiphong Meesawat กล่าวว่า...

3. เรื่องนี้สะกิดใจผมที่สุด
เรื่องแรก มุข 500/300 นี่ผมไม่เก็ตแฮะ

มหาวิทยาลัยสอนให้คนเสียสิทธิ์ นี่เรื่องจริง แต่ว่าแล้วแต่สถาบันครับ

บางสถาบันจำเป็นต้องใช้โครงสร้างอำนาจของรุ่นพี่รุ่นน้องของนักศึกษา เพื่อระดมกำลังคนในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย

หากทำลายโครงสร้างนี้แล้ว ไม่ได้เตรียมโครงสร้างอื่นไว้รองรับ มหาวิทยาลัยจะไม่สามารถดำเนินกิจกรรมบางอย่างได้เลย

มหาวิทยาลัยที่ไม่ต้องใช้โครงสร้างอำนาจในลักษณะนี้ก็มีอยู่ แต่ต้องศึกษาให้ดีว่าเขาใช้โครงสร้างสังคมแบบไหนมาทดแทน เช่นในธรรมศาสตร์รุ่นที่ผมเรียน โครงสร้างรุ่นพี่/รุ่นน้อง ไม่มีความจำเป็นต่อมหาวิทยาลัยเลย เพราะมหาวิทยาลัยสามารถระดมกำลังนักศึกษาผ่านระบบกิจกรรม ชมรม ชุมนุม ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว เป็นต้น

ไม่ได้หมายความให้สยบยอมต่อโครงสร้างอำนาจที่ละเมิดสิทธิ์ของเรา แต่หากไม่มีโครงสร้างอื่นมาแข่งขัน (เช่นระบบชมรมที่เข้มแข็ง) โดยธรรมชาติแล้วโครงสร้างนี้ก็จะอยู่ต่อไปอีกนาน

ดังนั้น แทนที่จะคิดทำลายโครงสร้างเก่า หากคิดในมุมกลับคือคิดสร้างโครงสร้างใหม่มาแข่งขันกับของเก่า น่าจะได้ผลเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าครับ

Kittiphong Meesawat กล่าวว่า...

4. เรื่องสุดท้าย
มีการเรียกเก็บเงิน จ่ายเงินแล้วไม่ได้ของ หากปฏิบัติตามกติกาทุกอย่างแล้ว ก็ไม่สามารถรับของไปโดยไม่มีเหตุผลอันควร ก็คือว่าเข้าข่ายทุจริตครับ

หากต้องการให้ติดตามเรื่อง ขอให้ส่งรายละเอียดให้ผมให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ผมจะส่งเรื่องต่อให้อาจารย์ที่รับผิดชอบโดยในทางลับโดยเร็วที่สุดครับ

หากไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติม ผมก็จะแจ้งให้อาจารย์ท่านทราบอยู่ดี แต่จะสืบสาวราวเรื่องต่อคงทำได้ยากหากไม่ทราบรายละเอียดสำคัญอื่น ๆ

Khonkaen Engineering กล่าวว่า...

เมื่อปีก่อนๆ ผมได้ตัง300บาทจากคนที่มาซื้อเสียงเลือกตั้ง อันที่จริง ผมไม่ได้รับเอง แต่ยายผมรับมา แล้วเอามาให้ผมอีกที ยายผมได้ 500 ผมเองก็เพิ่งจะมีสิทธิเลือกตั้ง ก็เลยยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับผม การซื้อเสียง เป็นไปอย่างง่ายๆกว่าที่ผมคิด เพราะผมเห็นการรณรงค์ในโทรทัศน์มากมาย คิดว่ามันคงเป็นเรื่องไกลตัว สรุป ผมได้300บาท

Khonkaen Engineering กล่าวว่า...

ที่ท่านพูดว่า "คิดสร้างโครงสร้างใหม่มาแข่งขันกับของเก่า..." มันจริงทีเดียว ผมคิดผลาดไปเรื่องนี้ ผมคิดเพียงว่าระบบไม่ดี ผมต้องต่อต้าน ผมยังไม่ได้คิดเรื่องระบบทดแทน

Kittiphong Meesawat กล่าวว่า...

ที่ท่านว่าคิดพลาดไป ผมไม่คิดว่ามันพลาดหรอกครับ เป็นเรื่องดีที่รู้จักตั้งคำถาม อะไรที่มันไม่เม้กเซนส์ก็อย่าเพิ่งไปเชื่อมัน

สิ่งที่ผมเสนอ ก็เป็นเพียงความคิดเห็นเท่านั้น หาใช่คำตอบสุดท้ายไม่

ยินดีที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นครับ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ผมเป็นคนหนึ่งที่เชื่อเรื่องเวรกรรม นรก สวรรค์ ชีวิตหลังความตาย การเวียนว่ายตายเกิด ครับ แล้วสิ่งของ หรือเงินทองที่ได้มาโดยไม่ชอบธรรม ย่อมส่งผลทางลบแก่ตัวเอง ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ผมเชื่ออย่างนี้ เงินทองที่โกงรัฐ โกงแผ่นดินมาเลี้ยงครอบครัว ปรนเปอ ย่อมจะทำให้ครอบครัวเป็นทุกข์ เช่น ลูกติดยา เสเพ การพนัน ไฟไหม้บ้าน ของหายบ่อย ไม่มีที่อยู่ โดนจับ ฯ ผมคิดว่าบางท่านที่ยังไม่เจอเหตุการณ์เล่านี้คงเพราะบุญหนุนไว้ บุญน้อยกรรมแทรกเมื่อไรเตรียมรับผลกรรมแน่นอน ในความเป็นจริงการเปลี่ยนระบบนั้นยากครับเพราะเราตัวเล็กๆ ไม่มีอำนาจ เราก็ทำในส่วนที่เราทำได้ในทางที่ดีก่อนครับเริ่มจากตัวเอง และที่เราได้มาอยู่ในระบบแบบนี้ผมคิดว่าเพราะผลของการกระทำเราเองผมคิดอย่างนั้น แต่เราสามารถไม่สานต่อความโกงกินได้ คือ รักษาศีลห้า ให้บริสุทธิ์ ถ้าให้ดี กุศลกรรมบท 10 ควบไปด้วย แม้จะถูกแบ่งสรรค์ปั่นส่วนให้จากระบบ ผมคิดว่าจิตเราต้องคิดว่าไม่ใช้เงินที่เราสมควรจะได้ แค่รับเป็นพิธีไปก่อนครับ บางทีถ้าเราไม่รับอาจจะตกงานหรือให้ออกอีกอยู่ยากอีกครับ (ถ้าเค้าแบ่งทั้งองค์กร แต่ถ้าไม่ยุ่งได้เป็นดีสุดครับ เป็นใหญ่เป็นโตค่อยรือทั้งระบบครับ) ยิ่งถ้าเป็นคนเล็กๆในองค์กรแล้วย่อมเป็นไปได้ยากมากที่จะเปลี่ยนระบบในทีเดี่ยว แต่ผมคิดว่ามีทางออกนะครับ ก็คือไม่ใช้ิเงินส่วนนั้น เอาไปทำบุญ ทำประโยชน์สาธารณคืนสังคมไปเลย จิตไม่คิดเอาซะอย่าง (เคยอ่านเจอว่าพวกโกงกินแผ่นดินมีหลุมในนรกรออยู่ครับ)ผมเชื่อว่า อำนาจกรอบของศีลที่รักษาจะทำให้เราหลุดจากบ่วงวงจรอุบาทพวกนี้ ได้อยู่ในสังคมที่ดีขึ้นครับ
การแก้ปัญหาของผมคือในเริ่มที่ตัวเราเองก่อนครับเราดีสิ่งรอบข้างจะดีตามครับ แต่อย่าให้โดนกลืนกินซะก่อนนะครับ ฮาา

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

เปิดเทอมใหม่ นักศึกษาปี 1 ต้องจ่ายเงินราวๆ 700 บาท เพื่อซื้อของ เช่น สมุด กระเป๋า เสื้อ แฟ้มแดง ... แต่ก่อน กว่าจะให้เสื้อ ก็นาน(เดี่ยวนี้น่าจะให้เร็ว) แต่แฟ้มสีแดงๆ เขามักจะให้ช่วงปิดเทอม!

จากจำนวนคนราวๆ 800 คน ผมมั่นใจว่าจะได้แฟ้มสีแดงๆราวๆ 150 คน ที่เหลือ ไม่ได้... ทีนี้ เงินส่วนต่าง ไม่มีใครพูดถึง

บางครั้ง ผมก็สงสัย ว่า ท่านเหล่าอาจารย์ไม่รู้ หรือทำเป็นไม่รู้

หากตั้งโต๊ะสำรวจ ว่า ใครได้แฟ้มแดงบ้าง อาจจะเห็นภาพได้ชัดเจน

http://news.mthai.com/hot-news/376190.html

พอดีว่าผมเห็นข่าว นักศึกษา คอรัปชั่น เลยนึกถึงบทความนี้ เลยมาพิมพ์

Kittiphong Meesawat กล่าวว่า...

แฟ้มแดงนี้คืออะไร? ผมเคยได้ยินคนพูดถึงกัน
แต่ไม่เคยเห็น

ผมเคยนำเรื่องที่ได้รับข้อมูลจาก blog
ไปแจ้งให้ผู้รับผิดชอบทราบ

ท่านวินิจฉัยแล้วมีข้อพิจารณาว่า
1. ผู้กล่าวหา จำเป็นต้องไว้ใจอาจารย์ก่อน
2. เมื่อไว้ใจแล้ว ให้มาแสดงตัวเพื่อให้รายละเอียด
3. ผู้รับผิดขอบจะประเมินข้อมูลและดำเนินการต่อไป

ท่านอาจจะคิดเพียงว่า ตรวจสอบดูสิ เดี๋ยวก็รู้?

ผมคิดกลับกัน คือมองจากในมุมของคนที่ต้อง "ลงมือ"
ถ้าไม่มีมูลเพียงพอที่จะตรวจสอบ แล้วหลับหูหลับตา
ตรวจสอบเพียงเพราะใครไม่รู้บอกว่ามันมีปัญหา
ก็เหนื่อยเปล่า

หรือจะลงตาบเลยโดยไม่ตรวจสอบ มันก็ไม่ยุติธรรม

ดังนั้น อยากให้เกิดความยุติธรรม ก็ต้องช่วยกันออกแรงครับ