เมื่อวานซืน เอาเครื่องเล่น MP3 ไปให้ร้านเขาซ่อม (ในประกัน) ร้านออกใบรับสินค้าให้ และขอเบอร์โทรศัพท์เราไว้ เราถามว่าเมื่อไรเสร็จ ร้านตอบว่า ให้โทรไปถาม
ซึ่งเราเห็นว่าผิดตรรก เพราะว่าเราไม่มีทางรู้ว่าเครื่องของเราจะซ่อมเสร็จเมื่อไร แต่ร้านจะรู้ทันทีเมื่อเครื่องซ่อมเสร็จ ทำไมร้านไม่โทรหาเรา แล้วก็โทรทีเดียว จะคิดค่าโทรก็ได้ เพราะเข้าใจอยู่ว่าถ้าต้องโทรหาลูกค้าหลาย ๆ คนมันก็มีค่าใช้จ่าย
ถ้าให้เราโทร เราอาจต้องโทรไปหลายครั้ง เพื่อฟังคำตอบว่า ยังซ่อมไม่เสร็จ !!??
แต่ตรรกแบบนี้คือตรรกที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ (?) เพราะถ้าคนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ ร้านนี้คงขายของอยู่ไม่ได้ แต่ร้านนี้ก็อยู่ของมันมาได้ จากการสังเกต เราก็พบว่าร้านค้าส่วนใหญ่ก็จะมีพฤติกรรมทำนองนี้ คือคิดแบบตรรกไม่ได้ หรือไม่ก็คิดได้แต่ไม่คิด และผู้บริโภคจำนวนหนึ่งก็ไม่คิดเหมือนกัน ผู้บริโภคอีกจำนวนหนึ่ง (รวมเราด้วย) ก็ไม่อยากมีปัญหา เพราะกลัวร้านเขาจะแกล้งไม่ซ่อมให้ หรือซ่อมให้ช้า
-------------------------------------------------------
เดินต่อมาอีกสักหน่อย ชักอยากจะซื้อแผ่น DVD แบบที่เขียนลงไปได้ (คงจะมีหลายชนิด) เห็นมีอยู่ชนิดหนึ่ง DVD-R x16 ยี่ห้อ PRINCO เห็นเขียนข้างกล่องว่า ต้องใช้กับตัวเขียนที่ผ่านมาตรฐานใหม่เท่านั้น หาไม่แล้ว แผ่นอาจจะเสีย หรือร้ายแรงกว่านั้น ตัวเขียนก็จะเสียไปด้วย
ถามคนขาย คนขายยืนยันว่าใช้ได้แน่นอน ไม่เคยได้ยินว่าจะใช้ไม่ได้ เราก็ลำบากใจที่จะเชื่อ
-------------------------------------------------------
เมื่อตอนต้นปี เราไปเที่ยวเชียงรายกับเพื่อน ขากลับขอลงที่เชียงใหม่เพื่อต่อรถ บขส. กลับบ้านเอง เพราะว่าไปคนละทางกัน
รถที่ได้ มีสภาพแย่มาก คนขับรถรับจ้างขนพัสดุด้วย และพัสดุก็กินที่นั่งผู้โดยสายไปร่วม 10 กว่าที่ แต่คนขับก็ยืนยันที่จะรับผู้โดยสารจำนวนเท่าเดิม ทำให้โดยสารกันอย่างแออัด
พอรถขึ้นเขา ก็ไปตายอยู่บนเขาในกลางดึก
-------------------------------------------------------
ก่อนหน้านี้หลายปี เราเคยซื้อแบตเตอรี่แบบอัดประจุซ้ำได้ พร้อมเครื่องอัดประจุ ปรากฎว่าตัวแบตเตอรี่กับตัวอัดประจุ มันเป็นคนละชนิดกัน ซึ่งคู่มือก็ไม่ได้เขียนว่ามันจะใช้ด้วยกันได้ เราก็เลยถามคนขายว่าเครื่องอัดประจุที่ใช้อัดประจุแบตเตอรีชนิดนี้มีหรือไม่
คนขายทำท่าทาง งง และหงุดหงิดมาก ถามเราว่า นี่ถ่านชาร์จ! นี่เครื่องชาร์จถ่าน! ทำไมจะใช้ไม่ได้
จริง ๆ แล้วจะใช้กันได้หรือไม่ เราก็ไม่รู้หรอก แต่คู่มือเขียนว่าให้ใช้กับแบตเตอรีชนิดนี้เท่านั้น ต่อให้คนขายยืนยันว่าใช้ได้ เราก็ลำบากใจที่จะเชื่อ
เราไม่รู้ว่าคนขายอ่านคู่มือหรือเปล่า เราไม่รู้ว่าลูกค้าคนอื่นเขารู้ว่ามันใช้ได้แน่ ๆ หรือว่าเขาแค่เชื่อคนขายเฉยๆ
-------------------------------------------------
หรือแม้แต่กระทั่งเว็บไซต์ยอดนิยม ก็มีการออกแบบหน้าเว็บที่ในสายตาผมถือว่าแย่ เช่นการบรรจุทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในหน้าแรก เลอะเทอะ และใช้เวลาโหลดนาน สำหรับคนที่มีแบนด์วิทธ์น้อย ๆ
บางทีก็เอาเรื่องใต้สะดือมาล่อ
ก็เป็นเว็บไซต์ที่ยอดนิยม (จนได้) [แล้วก็บ่นว่าวัยรุ่นไทยสนใจแต่เรื่องใต้สะดือ]
-------------------------------------------------
เราคิดว่าผู้ประกอบวิชาชีพหลายวิชาชีพขาดความรู้ในสิ่งที่คนเองทำ และผู้บริโภคก็ไม่รู้ว่าผู้ที่ประกอบวิชาชีพเหล่านี้ขาดความรู้ที่จะให้บริการผู้บริโภคอย่างถูกต้อง
เมื่อคนให้บริการ คนขาย ไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี และผู้บริโภคไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี
บริการดี ๆ หรือสินค้าดี ๆ จะขายได้อย่างไร?
แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดคือสิ่งนี้ ผู้บริโภครู้ว่าอะไรดีมีคุณภาพ และถูกต้อง รู้ว่าอะไรแย่ ไร้คุณภาพ และผิด จะกระตุ้นให้ ผู้ขาย และผู้ให้บริการพัฒนาสินค้าและบริการของตนเองอยู่เสมอ
แต่ถ้าแรงขับเคลื่อนนี้ไม่ทำงาน จะมีใครที่ตั้งใจจะพัฒนาสินค้า และบริการ เพื่อผู้บริโภค ก็ในเมื่อตั้งใจทำก็ขายได้ ไม่ตั้งใจทำก็ขายได้
พอไม่มีการพัฒนา มันก็แข่งขันกับนานาชาติไม่ได้ ถ้าอยากจะแข่งให้ได้ ก็ใช้ข้อได้เปรียบเรื่องราคาเพียงอย่างเดียว พอค่าเงินมันขึ้น ก็หมดความสามารถในการแข่งขันกันเป็นแถว
นี่ไม่ใช่เรื่องของผู้ผลิตหรือผู้ขายอย่างเดียว
เพราะถ้าผู้บริโภคไม่มีความรู้ และไม่รู้จักเลือกและแยกแยะสิ่งที่มีคุณภาพออกจากสิ่งที่ไม่มีคุณภาพ ไม่แยกแยะบริการที่ดีออกจากบริการที่ห่วย ผู้ประกอบการที่ไหนมันจะปรับตัว!?
สังคมไทยก็เต็มไปด้วยสินค้าและบริการที่ด้อยคุณภาพ หลอกได้ก็แต่กับคนไทยด้วยกันเอง ไปขายใครที่อื่นก็ไม่ได้ หมดสิ้นซึ่งความสามารถในการแข่งขัน
ไม่รู้ว่าจะโทษใครดี เพราะ
- จากมุมมองของคนขาย ตั้งใจทำก็ขายได้ ไม่ตั้งใจทำก็ขายได้ จะตั้งใจให้เหนื่อยทำไม มันก็ไม่น่าจะผิด
- จากมุมมองของคนซื้อ ในเมื่อไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี ซื้ออะไรมาก็เหมือนกัน มันก็ไม่น่าจะผิดเหมือนกัน
ถ้าจะผิด ก็คงต้องว่าลูกค้าบางคนผิดที่เสือกรู้มาก เพราะถ้าไม่รู้ซะว่ามันไม่ดีก็อาจจะไม่เป็นทุกข์ก็ได้
วันอาทิตย์, มีนาคม 23, 2551
วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 22, 2551
อย่างได้อย่างไร ให้ทำอย่างนั้น
ไม่ใช่เอาแต่บ่น ๆ ๆ
โทษโน่น โทษนี่ โทษฟ้า โทษดิน
เราอย่าได้หวังความสมบูรณ์แบบจากใครคนอื่น ไม่มีหรอก แม้แต่กับตนเองก็ไม่มี มัวแต่โวยวายเรียกร้องโน่นนี่ เสียเวลาทำมาหากินเปล่า ๆ
ถ้าคิดว่าที่เป็นอยู่นั้นไม่ดี อะไรที่จะทำให้มันดีได้ ก็ทำซะ
โทษโน่น โทษนี่ โทษฟ้า โทษดิน
เราอย่าได้หวังความสมบูรณ์แบบจากใครคนอื่น ไม่มีหรอก แม้แต่กับตนเองก็ไม่มี มัวแต่โวยวายเรียกร้องโน่นนี่ เสียเวลาทำมาหากินเปล่า ๆ
ถ้าคิดว่าที่เป็นอยู่นั้นไม่ดี อะไรที่จะทำให้มันดีได้ ก็ทำซะ
วันศุกร์, พฤศจิกายน 16, 2550
เสรีนิยมจอมปลอม
เสรีนิยมจอมปลอมคือเสรินิยมที่คนอื่น ๆ ต้อง ขบถ เหมือนกู
ถ้าไม่ขบถเหมือนกู แปลว่าเป็นพวกโง่เง่า ถูกล้างสมอง
ไม่ค่อยต่างไปจาก อนุรักษ์นิยมแบบเผด็จการความดี ซักเท่าไร
แน่นอนว่า ไม่ได้หมายความว่า เสรีนิยมทุกคน ต้องจอมปลอมเสมอไป
สมัยก่อน กลไกทางสังคม ใช้ลัทธิบูชาผี เป็นเครื่องกำกับศีลธรรม
ต่อมาวิทยาศาสตร์ทำลายลัทธิบูชาผีหมดสิ้น แต่ไม่ได้สร้างเครื่องกำกับศีลธรรมขึ้นมาใหม่
สังคมที่มันครึ่ง ๆ กลาง ๆ มันเลยวุ่นวายไปหมด
ณ เวลานั้น วิทยาศาสตร์คือ ขบถ (ณ เวลานี้ พวกที่ตำหนิวิทยาศาสตร์อย่างนั้น ก็คือ ขบถ เหมือนกัน) เมื่อใจมุ่งไปยังเป้าหมายที่ต้องการ อาจทำให้มิได้ใตร่ตรองผลกระทบอื่น ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากแนวคิด ขบถ ของเรา มันก็ไม่ใช่ความผิดบาปอะไร
แต่เมื่อมีบทเรียนมาแล้ว ก็ไม่อยากให้คนรุ่นใหม่ ๆ ทำผิดเหมือนคนที่งมงายในวิทยาศาสตร์เมื่อ 40 -50 ปี ที่แล้วได้กระทำมาแล้ว
บางสิ่งที่เป็นอยู่ในสังคม คือสิ่งที่ผ่านวิวัฒณาการทางสังคมมาแล้ว มันมีคุณค่าของมันอยู่ การทำลายสิ่งนั้นเพื่อตอบสนองความเชื่อ (หรือความงมงาย) ในลัทธิบางอย่างของตน อาจส่งผลต่อสังคมโดยรวมมากกว่าที่คิด
ถ้าเสรีนิยม ก็เสรีจริง ๆ อย่าเสรีปลอม ๆ ความเชื่อของท่านอาจจะถูกก็ได้ แต่ก่อนจะปักใจ อยากให้พิจารณาใตร่ตรองให้รอบคอบ สิ่งหลายสิ่ง เสียไปแล้วเสียไปเลย เรียกคืนไม่ได้
หลาย ๆ สิ่ง เมื่อเริ่มต้นแล้ว ควบคุมไม่ได้ และผลของมันอาจไม่เป็นไปอย่างที่เราคิดก็ได้ ถ้าเราไม่รอบคอบพอ
ถ้าไม่ขบถเหมือนกู แปลว่าเป็นพวกโง่เง่า ถูกล้างสมอง
ไม่ค่อยต่างไปจาก อนุรักษ์นิยมแบบเผด็จการความดี ซักเท่าไร
แน่นอนว่า ไม่ได้หมายความว่า เสรีนิยมทุกคน ต้องจอมปลอมเสมอไป
สมัยก่อน กลไกทางสังคม ใช้ลัทธิบูชาผี เป็นเครื่องกำกับศีลธรรม
ต่อมาวิทยาศาสตร์ทำลายลัทธิบูชาผีหมดสิ้น แต่ไม่ได้สร้างเครื่องกำกับศีลธรรมขึ้นมาใหม่
สังคมที่มันครึ่ง ๆ กลาง ๆ มันเลยวุ่นวายไปหมด
ณ เวลานั้น วิทยาศาสตร์คือ ขบถ (ณ เวลานี้ พวกที่ตำหนิวิทยาศาสตร์อย่างนั้น ก็คือ ขบถ เหมือนกัน) เมื่อใจมุ่งไปยังเป้าหมายที่ต้องการ อาจทำให้มิได้ใตร่ตรองผลกระทบอื่น ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากแนวคิด ขบถ ของเรา มันก็ไม่ใช่ความผิดบาปอะไร
แต่เมื่อมีบทเรียนมาแล้ว ก็ไม่อยากให้คนรุ่นใหม่ ๆ ทำผิดเหมือนคนที่งมงายในวิทยาศาสตร์เมื่อ 40 -50 ปี ที่แล้วได้กระทำมาแล้ว
บางสิ่งที่เป็นอยู่ในสังคม คือสิ่งที่ผ่านวิวัฒณาการทางสังคมมาแล้ว มันมีคุณค่าของมันอยู่ การทำลายสิ่งนั้นเพื่อตอบสนองความเชื่อ (หรือความงมงาย) ในลัทธิบางอย่างของตน อาจส่งผลต่อสังคมโดยรวมมากกว่าที่คิด
ถ้าเสรีนิยม ก็เสรีจริง ๆ อย่าเสรีปลอม ๆ ความเชื่อของท่านอาจจะถูกก็ได้ แต่ก่อนจะปักใจ อยากให้พิจารณาใตร่ตรองให้รอบคอบ สิ่งหลายสิ่ง เสียไปแล้วเสียไปเลย เรียกคืนไม่ได้
หลาย ๆ สิ่ง เมื่อเริ่มต้นแล้ว ควบคุมไม่ได้ และผลของมันอาจไม่เป็นไปอย่างที่เราคิดก็ได้ ถ้าเราไม่รอบคอบพอ
วันอังคาร, สิงหาคม 07, 2550
ภูมิใจไหม? คนไทยทำงานหนัก (เกือบ) ที่สุดในโลก !!! - ก.พ. จะเอายังไง
วันนี้อ่านมติชนรายสัปดาห์ฉบับประจำที่ 1407 ประจำวันที่ 3-9 สิงหาคม 2550 คอลัมน์กระแสคน กระแสโลก โดย ดร. ภาณุภาคย์ พงศ์อติชาต สำนักงาน ก.พ. เรื่องภูมิใจไหม? คนไทยทำงานหนัก (เกือบ) ที่สุดในโลก !!!
ได้ความว่าประเทศไทยมีสัดส่วนคนทำงานมากชั่วโมงที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลกคือ ร้อยละ 46.7 ชั่วโมง ทำงานมากกว่า 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ รองจากอันดับหนึ่ง เปรู ร้อยละ 50.9 และ เกาหลีใต้ ร้อยละ 49.5
แล้วท่านก็ตั้งประเด็นว่า เรื่องนี้มองแง่ดีก็คือ คนไทยขยัน มองแง่ร้ายก็คือค่าจ้างของเราต่ำทำให้ต้องทำงานมาก และน่าจะส่งผลเสียหลายประการเช่น เมื่อใช้เวลาทำงานมากก็จะมีเวลาสำหรับเรื่องอื่น ๆ ในชีวิตน้อยลง ทำให้คุณภาพชีวิตตกต่ำ
แต่ผมกลับรู้สึกว่า ที่ต้องทำงานอย่างหนักหนาสาหัส (ณ เวลานี้ 00:09:00 น. และยังต้องทำงานอยู่) ส่วนหนึ่งก็เพราะไอ้การประเมิน KPI ของ ก.พ. นั่นแหละ ท่านอาจจะไม่ทราบว่า KPI ที่เราต้องเตรียมนั้นรวมกันได้ตั้ง 86 ตัวชี้วัดไล่ลงมาถึงหน่วยงานระดับเล็กที่สุดในมหาวิทยาลัย
ผมไม่ได้รังเกียจ KPI การมีตัวชี้วัดที่ชัดเจนย่อมส่งผลดีต่อการพัฒนางาน แต่ตำราก็บอกว่า จำนวน KPI สำหรับหน่วยงานที่ไม่มีระบบฐานข้อมูลที่ดี ควรจะไม่เกิน 20 ตัวชี้วัด ! สำหรับหน่วยงานที่มีระบบฐานข้อมูลอย่างดี ก็ไม่ควรจะเกิน 40 ตัวชี้วัด !! เพราะถ้าเกินไปกว่านี้หน่วยงานจะต้องเสียเวลาอย่างมากในการรวบรวมข้อมูลซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพของงานประจำ
แล้วคุณรู้ไหมว่าหน่วยงานเล็กที่สุดในมหาวิทยาลัยจะต้องเตรียมเอกสารเพื่อรับการประเมินโดยใช้ตัวชี้วัดถึง 86 ตัวชี้วัด !!!
ภาควิชาฯ น่ะ แค่เตรียม สอน วิจัย บริการวิชาการ ก็หมดเวลา 45 ชั่วโมงต่อสัปดาห์แล้ว ใน 86 ตัวชี้วัดยังเรียกร้องให้มีการทำแผน "ลดขั้นตอน" การทำงาน แผน "ประหยัดพลังงาน" อยู่เลย
เรื่องตลกของแผน "ลดขั้นตอน" ก็คือ ขั้นตอนราชการมันลดไม่ได้ครับท่าน เพราะผู้ปฏิบัติไม่มีใครกล้าทำผิดไปจากความเคยชิน ทุกคนกลัวความผิดพลาด กลัวความผิดจากระเบียบราชการทั้งนั้น
ถ้าท่านอยากลดขั้นตอน ท่านก็ออกระเบียบราชการมาให้มันมีขั้นตอนน้อย ๆ ตั้งแต่แรกสิครับ อย่ามาเรียกร้องเอากับหน่วยงานปลายทางอย่างภาควิชาอย่างนี้ เราน่ะ ท่านให้ทำอย่างไร เราก็ทำอย่างนั้นทั้งนั้นแหละ ไม่อยากแหกกฏแหกระเบียบหรอก ต่อให้ระเบียบมันงี่เง่าขนาดไหนก็ตาม
ถ้าท่านอยากให้พวกเรามีคุณภาพชีวิตดีกว่านี้ มีชั่วโมงทำงานไม่แตกต่างไปจากนานาอารยประเทศแล้วละก็ ขอแค่ท่านลดจำนวน KPI ของท่านลงบ้าง หรือคุยกับหน่วยงานอื่นที่เขาจะต้องประเมินเราบ้าง อันไหนรวมกันได้ก็รวมกันเสีย เราต้องถูกประเมินจากหลายหน่วยงาน ถ้าต้องเตรียมให้ทุกท่านมาประเมินเราได้อย่างดี ก็ต้องจัดสรรกำลังคนส่วนหนึ่งไปกับเรื่องนี้ แต่คนเราเท่าเดิมเพราะอัตราราชการมันไม่มีอีกแล้ว มันก็ทำให้เราต้องทำงานเพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง
และจะช่วยได้มากยิ่งขึ้นหากท่านจะอธิบายให้แต่ละหน่วยงานมีความเข้าใจการประเมินอย่างถ่องแท้ ไม่ใช่แค่ต้องการปั่นตัวเลขเฉย ๆ ผู้ใหญ่รับงานมา ผู้น้อยมันเหนื่อย...โว้ย
ได้ความว่าประเทศไทยมีสัดส่วนคนทำงานมากชั่วโมงที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลกคือ ร้อยละ 46.7 ชั่วโมง ทำงานมากกว่า 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ รองจากอันดับหนึ่ง เปรู ร้อยละ 50.9 และ เกาหลีใต้ ร้อยละ 49.5
แล้วท่านก็ตั้งประเด็นว่า เรื่องนี้มองแง่ดีก็คือ คนไทยขยัน มองแง่ร้ายก็คือค่าจ้างของเราต่ำทำให้ต้องทำงานมาก และน่าจะส่งผลเสียหลายประการเช่น เมื่อใช้เวลาทำงานมากก็จะมีเวลาสำหรับเรื่องอื่น ๆ ในชีวิตน้อยลง ทำให้คุณภาพชีวิตตกต่ำ
แต่ผมกลับรู้สึกว่า ที่ต้องทำงานอย่างหนักหนาสาหัส (ณ เวลานี้ 00:09:00 น. และยังต้องทำงานอยู่) ส่วนหนึ่งก็เพราะไอ้การประเมิน KPI ของ ก.พ. นั่นแหละ ท่านอาจจะไม่ทราบว่า KPI ที่เราต้องเตรียมนั้นรวมกันได้ตั้ง 86 ตัวชี้วัดไล่ลงมาถึงหน่วยงานระดับเล็กที่สุดในมหาวิทยาลัย
ผมไม่ได้รังเกียจ KPI การมีตัวชี้วัดที่ชัดเจนย่อมส่งผลดีต่อการพัฒนางาน แต่ตำราก็บอกว่า จำนวน KPI สำหรับหน่วยงานที่ไม่มีระบบฐานข้อมูลที่ดี ควรจะไม่เกิน 20 ตัวชี้วัด ! สำหรับหน่วยงานที่มีระบบฐานข้อมูลอย่างดี ก็ไม่ควรจะเกิน 40 ตัวชี้วัด !! เพราะถ้าเกินไปกว่านี้หน่วยงานจะต้องเสียเวลาอย่างมากในการรวบรวมข้อมูลซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพของงานประจำ
แล้วคุณรู้ไหมว่าหน่วยงานเล็กที่สุดในมหาวิทยาลัยจะต้องเตรียมเอกสารเพื่อรับการประเมินโดยใช้ตัวชี้วัดถึง 86 ตัวชี้วัด !!!
ภาควิชาฯ น่ะ แค่เตรียม สอน วิจัย บริการวิชาการ ก็หมดเวลา 45 ชั่วโมงต่อสัปดาห์แล้ว ใน 86 ตัวชี้วัดยังเรียกร้องให้มีการทำแผน "ลดขั้นตอน" การทำงาน แผน "ประหยัดพลังงาน" อยู่เลย
เรื่องตลกของแผน "ลดขั้นตอน" ก็คือ ขั้นตอนราชการมันลดไม่ได้ครับท่าน เพราะผู้ปฏิบัติไม่มีใครกล้าทำผิดไปจากความเคยชิน ทุกคนกลัวความผิดพลาด กลัวความผิดจากระเบียบราชการทั้งนั้น
ถ้าท่านอยากลดขั้นตอน ท่านก็ออกระเบียบราชการมาให้มันมีขั้นตอนน้อย ๆ ตั้งแต่แรกสิครับ อย่ามาเรียกร้องเอากับหน่วยงานปลายทางอย่างภาควิชาอย่างนี้ เราน่ะ ท่านให้ทำอย่างไร เราก็ทำอย่างนั้นทั้งนั้นแหละ ไม่อยากแหกกฏแหกระเบียบหรอก ต่อให้ระเบียบมันงี่เง่าขนาดไหนก็ตาม
ถ้าท่านอยากให้พวกเรามีคุณภาพชีวิตดีกว่านี้ มีชั่วโมงทำงานไม่แตกต่างไปจากนานาอารยประเทศแล้วละก็ ขอแค่ท่านลดจำนวน KPI ของท่านลงบ้าง หรือคุยกับหน่วยงานอื่นที่เขาจะต้องประเมินเราบ้าง อันไหนรวมกันได้ก็รวมกันเสีย เราต้องถูกประเมินจากหลายหน่วยงาน ถ้าต้องเตรียมให้ทุกท่านมาประเมินเราได้อย่างดี ก็ต้องจัดสรรกำลังคนส่วนหนึ่งไปกับเรื่องนี้ แต่คนเราเท่าเดิมเพราะอัตราราชการมันไม่มีอีกแล้ว มันก็ทำให้เราต้องทำงานเพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง
และจะช่วยได้มากยิ่งขึ้นหากท่านจะอธิบายให้แต่ละหน่วยงานมีความเข้าใจการประเมินอย่างถ่องแท้ ไม่ใช่แค่ต้องการปั่นตัวเลขเฉย ๆ ผู้ใหญ่รับงานมา ผู้น้อยมันเหนื่อย...โว้ย
วันพุธ, มิถุนายน 13, 2550
โทษคนอื่นมันง่าย
วันนี้มีปัญหาที่ทำงาน ใจหนึ่งก็นึกโกรธเพื่อนร่วมงานและลูกน้องที่ทำงานผิดพลาด (มีคำอื่นแทนคำว่าลูกน้องไหม?) นึกว่าทำไมถึงได้ฉลาดน้อยนัก (ตอนที่นึกนั้นใช้อีกคำหนึ่ง)
แต่นึกถึงประโยคหนึ่งได้จากหนังสืออะไรสักเล่ม เขาบอกว่า
เจ้านายที่โทษว่าลูกน้องโง่จึงทำให้งานล้มเหลว เป็นเจ้านายที่โง่มากจริง ๆ
ก็เลยกลับมามองตัวเอง เห็นจริงดังที่เขาว่ากันว่า โทษคนอื่นมันง่าย ก็ต้องอโหสิกรรมท่านทั้งหลายไว้ ณ ที่นี้ด้วย
แต่นึกถึงประโยคหนึ่งได้จากหนังสืออะไรสักเล่ม เขาบอกว่า
เจ้านายที่โทษว่าลูกน้องโง่จึงทำให้งานล้มเหลว เป็นเจ้านายที่โง่มากจริง ๆ
ก็เลยกลับมามองตัวเอง เห็นจริงดังที่เขาว่ากันว่า โทษคนอื่นมันง่าย ก็ต้องอโหสิกรรมท่านทั้งหลายไว้ ณ ที่นี้ด้วย
วันศุกร์, มิถุนายน 08, 2550
เหตุผลคือสิ่งที่ไม่มีเหตุผล
เมื่อสองวันก่อนได้อ่านคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ซึ่งคอลัมนิสต์ท่านสามารถหากเหตุผลมาสนับสนุนความคิดเห็นของท่านได้ทุกเรื่อง ไม่ว่ามันจะไร้เหตุผลเท่าไรก็ตาม
ท่านว่าตำรวจดูจะเข้มงวดกับความผิดกฏจราจรมากไปซักหน่อยแล้ว โจรมีทำไมไม่จับ มาจับประชาชน (ที่ทำผิดกฏหมาย) ทำไม?
ถ้าจำไม่ผิดหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกันเคยหาเหตุผลมาสนับสนุน คาสิโน ในประเทศได้ หนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกันเคยหาเหตุผลมาคัดค้าน คาสิโนในประเทศได้ แล้วแต่ว่าเวลานั้น ๆ หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นต้องการอะไร
เอาเข้าจริงแล้ว หากค้นดูดี ๆ ดีไม่ดีอาจจะค้นเจอว่าหนังสือพิมพ์ฉบับเดิมอาจเคยให้เหตุผลตำหนิตำรวจที่ไม่ จับคนที่ทำผิดกฏจราจรมาแล้วก็ได้
ทำให้ผมตระหนักถึงข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่า อันที่จริงแล้วเหตุผลคือสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง ที่ว่าคุยกันด้วยเหตุด้วยผลนั้น ก็คือใครพูดเก่งกว่า ทำให้คนเชื่อได้มากกว่า พูดได้ดูดีกว่าเท่านั้นเอง เพราะในเมื่อเรื่องราวในโลกนี้ไม่ใช่ขาวดำ เหตุผลจึงมาตัดสินไม่ได้ว่าสิ่งใดผิด สิ่งใดถูก
ที่ใกล้ตัวหน่อยก็เรื่องรัฐธรรมนูญ คนที่อยากให้ผ่านก็มีเหตุผล คนที่ไม่อยากให้ผ่านก็มีเหตุผล ทุก ๆ คนมีเหตุผลกันหมด ในบางกรณีก็ว่าอีกฝ่ายไม่คุยกันด้วยเหตุด้วยผลเมื่อเขาแสดงเหตุผลของเขาออกมา
รุ่นพี่แนะนำว่าอย่าไปยึดติดกับเหตุผลนักเลย ท่านให้ยึดธรรมนำหน้า เป็นธรรม หรือไม่เป็นธรรม มันชัดเจนกว่าเหตุผลเยอะ
เขียนไปเขียนมาก็งงเอง เอาเป็นว่าอยากบันทึกไว้ว่าอย่าไปเชื่อสิ่งที่เรียกว่าเหตุผลนัก อยู่ที่ว่าใครพูด แล้วเขาต้องการอะไร ถ้าเขาต้องการมาก ๆ เขาก็หาเหตุผลมารองรับได้ทั้งนั้นแหละ
เด็ก ๆ บางคนทุจริตในการสอบ ยังมีเหตุผลอ้างว่าสิ่งที่ตนทำนั้นถูกต้องเลย
ท่านว่าตำรวจดูจะเข้มงวดกับความผิดกฏจราจรมากไปซักหน่อยแล้ว โจรมีทำไมไม่จับ มาจับประชาชน (ที่ทำผิดกฏหมาย) ทำไม?
ถ้าจำไม่ผิดหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกันเคยหาเหตุผลมาสนับสนุน คาสิโน ในประเทศได้ หนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกันเคยหาเหตุผลมาคัดค้าน คาสิโนในประเทศได้ แล้วแต่ว่าเวลานั้น ๆ หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นต้องการอะไร
เอาเข้าจริงแล้ว หากค้นดูดี ๆ ดีไม่ดีอาจจะค้นเจอว่าหนังสือพิมพ์ฉบับเดิมอาจเคยให้เหตุผลตำหนิตำรวจที่ไม่ จับคนที่ทำผิดกฏจราจรมาแล้วก็ได้
ทำให้ผมตระหนักถึงข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่า อันที่จริงแล้วเหตุผลคือสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง ที่ว่าคุยกันด้วยเหตุด้วยผลนั้น ก็คือใครพูดเก่งกว่า ทำให้คนเชื่อได้มากกว่า พูดได้ดูดีกว่าเท่านั้นเอง เพราะในเมื่อเรื่องราวในโลกนี้ไม่ใช่ขาวดำ เหตุผลจึงมาตัดสินไม่ได้ว่าสิ่งใดผิด สิ่งใดถูก
ที่ใกล้ตัวหน่อยก็เรื่องรัฐธรรมนูญ คนที่อยากให้ผ่านก็มีเหตุผล คนที่ไม่อยากให้ผ่านก็มีเหตุผล ทุก ๆ คนมีเหตุผลกันหมด ในบางกรณีก็ว่าอีกฝ่ายไม่คุยกันด้วยเหตุด้วยผลเมื่อเขาแสดงเหตุผลของเขาออกมา
รุ่นพี่แนะนำว่าอย่าไปยึดติดกับเหตุผลนักเลย ท่านให้ยึดธรรมนำหน้า เป็นธรรม หรือไม่เป็นธรรม มันชัดเจนกว่าเหตุผลเยอะ
เขียนไปเขียนมาก็งงเอง เอาเป็นว่าอยากบันทึกไว้ว่าอย่าไปเชื่อสิ่งที่เรียกว่าเหตุผลนัก อยู่ที่ว่าใครพูด แล้วเขาต้องการอะไร ถ้าเขาต้องการมาก ๆ เขาก็หาเหตุผลมารองรับได้ทั้งนั้นแหละ
เด็ก ๆ บางคนทุจริตในการสอบ ยังมีเหตุผลอ้างว่าสิ่งที่ตนทำนั้นถูกต้องเลย
วันจันทร์, พฤษภาคม 21, 2550
ความคาดหวังจากภาคธุรกิจต่อมหาวิทยาลัย -- มากไปไหม?
เมื่อสักหลายเดือนที่ผ่านมา ได้มีโอกาสคุยกับตัวแทนของภาครัฐที่มีหน้าที่ส่งเสริมเศรษฐกิจท่านหนึ่ง โดยที่ท่านเป็นผู้ที่เคยทำงานในภาคธุรกิจมาก่อน
ท่านบอกว่ามหาวิทยาลัยต้องผลิตบัณฑิตที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ ซึ่งเราเองก็ไม่ขัดข้องคัดค้านท่านในประเด็นนี้
แต่ดูเหมือนท่านคาดหวังว่านักศึกษาจบใหม่ ๆ จะต้องสามารถทำงานได้ทันที รู้จักเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในโรงงานทันที ไม่ต้องให้มีคนสอน ผมก็ว่าท่านคาดหวังผิด และคาดหวังสูงไปสักหน่อย
ที่ว่าผิดคือผมคิดว่า มหาวิทยาลัยไม่ได้มีหน้าที่ รับใช้ ภาคธุรกิจ พอโรงงานของท่านใช้โปรแกรม ก. ไก่ นักศึกษาของเราก็ต้องใช้โปรแกรม ก. ไก่ เป็น พอโรงงานของท่านใช้โปรแกรม ข. ไข่ นักศึกษาของเราก็ต้องใช้โปรแกรม ข. ไข่ เป็น ไม่ต้องพูดถึงว่าภาคธุรกิจของท่านเคยตอบแทนอะไรให้สังคม หรือแม้แต่แบ่งปันอะไรให้มหาวิทยาลัยบ้าง
ผมเชื่อว่ามหาวิทยาลัยมีหน้าที่ รับใช้สังคม เราต้องการผลิตบัณฑิตที่ คิดเป็น มากกว่าบัณฑิตที่ใช้โปรแกรมนั้น โปรแกรมนี้เป็น เพราะผมเชื่อว่าหากบัณฑิตมีพื้นฐานที่ดีแล้ว และคิดเป็นแล้ว ไม่ว่าโรงงานจะใช้โปรแกรมอะไรทำงาน บัณฑิตของเราก็สามารถเรียนรู้และทำงานกับระบบนั้น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
ผมลองนึกย้อนดูว่า สมัยผมเรียนวิชา Computer Programming ซึ่งเป็นวิชาพื้นฐานสมัยผมเรียนระดับปริญญาตรี ตอนนั้นเขาใช้ภาษา Fortran สอน ปัจจุบันงานของผมใช้ PHP เป็นหลักซึ่งไม่ได้มีสอนในสมัยนั้น ผมก็สามารถเรียนรู้ได้ เพราะหลักการใหญ่ ๆ มันเหมือนกัน แล้วการเรียนรู้ PHP ที่ว่านี้ก็เกิดขึ้นในที่ทำงาน
บางท่านยกตัวอย่าง 7-11 ที่ผลิตบัณฑิตตรงตามความต้องการของตัวเอง ผมก็ต้องถามกลับเหมือนกันว่า ก็นั่น 7-11 ลงทุนเอง มันก็ไม่แปลกตรงไหน แต่หากฝ่ายธุรกิจอื่นต้องการบัณฑิตสำเร็จรูปขนาดนั้น ต้องถามกลับไปด้วยว่า แล้วท่านให้อะไรกับฝ่ายการศึกษาบ้างถึงได้คาดหวังผลสำเร็จรูปสูงขนาดนั้น
แต่ก็เป็นความเห็นของผมคนเดียว ผมคิดว่ามันคงพิลึกดีที่จะต้องสอนนักศึกษาถึง ระบบใดระบบหนึ่งให้เชี่ยวชาญเป็นการเฉพาะ เพื่อตอบสนองบริษัทบางบริษัท ทั้ง ๆ ที่ในตลาดมีให้เลือกหลายระบบ และในประวัติศาสตร์ก็มีวิวัฒนาการมาหลายระบบ แทนที่จะสอนให้นักศึกษารู้จัก และเข้าใจหลักการใหญ่ของระบบ ประเภท นั้น ๆ แล้วมีศักยภาพที่จะไปเรียนรู้ระบบใด ๆ ในประเภทนั้น ๆ ก็ได้
ท่านบอกว่ามหาวิทยาลัยต้องผลิตบัณฑิตที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ ซึ่งเราเองก็ไม่ขัดข้องคัดค้านท่านในประเด็นนี้
แต่ดูเหมือนท่านคาดหวังว่านักศึกษาจบใหม่ ๆ จะต้องสามารถทำงานได้ทันที รู้จักเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในโรงงานทันที ไม่ต้องให้มีคนสอน ผมก็ว่าท่านคาดหวังผิด และคาดหวังสูงไปสักหน่อย
ที่ว่าผิดคือผมคิดว่า มหาวิทยาลัยไม่ได้มีหน้าที่ รับใช้ ภาคธุรกิจ พอโรงงานของท่านใช้โปรแกรม ก. ไก่ นักศึกษาของเราก็ต้องใช้โปรแกรม ก. ไก่ เป็น พอโรงงานของท่านใช้โปรแกรม ข. ไข่ นักศึกษาของเราก็ต้องใช้โปรแกรม ข. ไข่ เป็น ไม่ต้องพูดถึงว่าภาคธุรกิจของท่านเคยตอบแทนอะไรให้สังคม หรือแม้แต่แบ่งปันอะไรให้มหาวิทยาลัยบ้าง
ผมเชื่อว่ามหาวิทยาลัยมีหน้าที่ รับใช้สังคม เราต้องการผลิตบัณฑิตที่ คิดเป็น มากกว่าบัณฑิตที่ใช้โปรแกรมนั้น โปรแกรมนี้เป็น เพราะผมเชื่อว่าหากบัณฑิตมีพื้นฐานที่ดีแล้ว และคิดเป็นแล้ว ไม่ว่าโรงงานจะใช้โปรแกรมอะไรทำงาน บัณฑิตของเราก็สามารถเรียนรู้และทำงานกับระบบนั้น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
ผมลองนึกย้อนดูว่า สมัยผมเรียนวิชา Computer Programming ซึ่งเป็นวิชาพื้นฐานสมัยผมเรียนระดับปริญญาตรี ตอนนั้นเขาใช้ภาษา Fortran สอน ปัจจุบันงานของผมใช้ PHP เป็นหลักซึ่งไม่ได้มีสอนในสมัยนั้น ผมก็สามารถเรียนรู้ได้ เพราะหลักการใหญ่ ๆ มันเหมือนกัน แล้วการเรียนรู้ PHP ที่ว่านี้ก็เกิดขึ้นในที่ทำงาน
บางท่านยกตัวอย่าง 7-11 ที่ผลิตบัณฑิตตรงตามความต้องการของตัวเอง ผมก็ต้องถามกลับเหมือนกันว่า ก็นั่น 7-11 ลงทุนเอง มันก็ไม่แปลกตรงไหน แต่หากฝ่ายธุรกิจอื่นต้องการบัณฑิตสำเร็จรูปขนาดนั้น ต้องถามกลับไปด้วยว่า แล้วท่านให้อะไรกับฝ่ายการศึกษาบ้างถึงได้คาดหวังผลสำเร็จรูปสูงขนาดนั้น
แต่ก็เป็นความเห็นของผมคนเดียว ผมคิดว่ามันคงพิลึกดีที่จะต้องสอนนักศึกษาถึง ระบบใดระบบหนึ่งให้เชี่ยวชาญเป็นการเฉพาะ เพื่อตอบสนองบริษัทบางบริษัท ทั้ง ๆ ที่ในตลาดมีให้เลือกหลายระบบ และในประวัติศาสตร์ก็มีวิวัฒนาการมาหลายระบบ แทนที่จะสอนให้นักศึกษารู้จัก และเข้าใจหลักการใหญ่ของระบบ ประเภท นั้น ๆ แล้วมีศักยภาพที่จะไปเรียนรู้ระบบใด ๆ ในประเภทนั้น ๆ ก็ได้
วันพุธ, มกราคม 17, 2550
กองทัพมีหลายทัพ หน้าที่ต่างกัน
กองทัพประกอบด้วยทัพน้อยหลายทัพ แต่ละทัพมีหน้าที่ต่างกัน ฉันใด
การทำงาน ก็ประกอบด้วยคนหลายฝ่าย มีหน้าที่ต่างกัน ฉันนั้น
ด้วยความที่คนมีหลายประเภท เช่น คนที่มีอุปนิสัยเชิงรุก คนที่มีอุปนิสัยเชิงรับ เป็นต้น คนเหล่านั้ก็รับหน้าที่ต่าง ๆ กัน
เพราะฉะนั้น คนบางคน ทำงานบางอย่าง แล้วเห็นคน ๆ อื่น ไม่ได้ทำงานที่เหมือนกัน ไม่ได้แปลว่าเขาไม่ได้ทำงาน หรือ ว่าเขาไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณทำ เพียงแต่หน้าที่เขามันเน้นส่วนอื่นเท่านั้นเอง
เช่นถ้าคุณเป็นคนมีนิสัยเชิงรุก คุณลุยไปข้างหน้า คุณอย่าลืมว่าคุณต้องอาศัยคนที่มีนิสัยเชิงรับ คอยคุมกันอยู่ หรือคุณต้องอาศัยคนที่มีนิสัยละเอียด คอยเก็บรายละเอียดให้คุณ เพราะการลุยไปข้างหน้าบางทีมันเก็บรายละเอียดไม่หมด
บางคนเหมือนกองเสบียง เขาก็เตรียมอาหาร เตรียมเครื่องไม้เครื่องมือ เตรียมอาวุธให้คุณ แค่นั้นเขาก็ยุ่งจะตายแล้ว ถ้าคุณไม่เห็นคุณค่าของงานของเขา แล้วเอาแต่ลุยไปข้างหน้า คนอื่นตามไม่ทัน เก็บรายละเอียดให้ไม่ทัน มันก็เดือดร้อนกันไปหมด
บางทีเราก็เห็นความตั้งใจดีของคุณเหมือนกัน ที่อยากจะเดินไปข้างหน้าไว ๆ แต่ขอให้เห็นหัวเห็นหางกองหลัง กองเสบียงอย่างเราบ้าง เราตามไม่ทันจริง ๆ
ยิ่งคุณรุกไปข้างหน้ามากเท่าไร งานที่เราต้องคอยเก็บให้คุณก็มีมากเท่านั้น การเก็บรายละเอียด กับการลุยไปข้างหน้า ใช้ทักษะต่างกัน และต้องการเวลาไม่เท่ากัน ขอให้เข้าใจด้วย
การทำงาน ก็ประกอบด้วยคนหลายฝ่าย มีหน้าที่ต่างกัน ฉันนั้น
ด้วยความที่คนมีหลายประเภท เช่น คนที่มีอุปนิสัยเชิงรุก คนที่มีอุปนิสัยเชิงรับ เป็นต้น คนเหล่านั้ก็รับหน้าที่ต่าง ๆ กัน
เพราะฉะนั้น คนบางคน ทำงานบางอย่าง แล้วเห็นคน ๆ อื่น ไม่ได้ทำงานที่เหมือนกัน ไม่ได้แปลว่าเขาไม่ได้ทำงาน หรือ ว่าเขาไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณทำ เพียงแต่หน้าที่เขามันเน้นส่วนอื่นเท่านั้นเอง
เช่นถ้าคุณเป็นคนมีนิสัยเชิงรุก คุณลุยไปข้างหน้า คุณอย่าลืมว่าคุณต้องอาศัยคนที่มีนิสัยเชิงรับ คอยคุมกันอยู่ หรือคุณต้องอาศัยคนที่มีนิสัยละเอียด คอยเก็บรายละเอียดให้คุณ เพราะการลุยไปข้างหน้าบางทีมันเก็บรายละเอียดไม่หมด
บางคนเหมือนกองเสบียง เขาก็เตรียมอาหาร เตรียมเครื่องไม้เครื่องมือ เตรียมอาวุธให้คุณ แค่นั้นเขาก็ยุ่งจะตายแล้ว ถ้าคุณไม่เห็นคุณค่าของงานของเขา แล้วเอาแต่ลุยไปข้างหน้า คนอื่นตามไม่ทัน เก็บรายละเอียดให้ไม่ทัน มันก็เดือดร้อนกันไปหมด
บางทีเราก็เห็นความตั้งใจดีของคุณเหมือนกัน ที่อยากจะเดินไปข้างหน้าไว ๆ แต่ขอให้เห็นหัวเห็นหางกองหลัง กองเสบียงอย่างเราบ้าง เราตามไม่ทันจริง ๆ
ยิ่งคุณรุกไปข้างหน้ามากเท่าไร งานที่เราต้องคอยเก็บให้คุณก็มีมากเท่านั้น การเก็บรายละเอียด กับการลุยไปข้างหน้า ใช้ทักษะต่างกัน และต้องการเวลาไม่เท่ากัน ขอให้เข้าใจด้วย
วันเสาร์, มิถุนายน 17, 2549
ทำไมการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยจึงไม่ประสบความสำเร็จ
ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนว่า ความรู้สึกที่ว่าการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยนั้นไม่ประสบความสำเร็จ เป็นความรู้สึกส่วนตัว ไม่มีการประเมินอย่างถูกหลักวิชาแต่อย่างใด
ทั้งนี้ เพราะคนไทยเราไม่ได้มองศิลปวัฒนธรรมไทยเหล่านั้นอย่างคน "ใน" วัฒนธรรมนั้น ๆ แต่อย่างใด หากแต่มองศิลปวัฒนธรรมของตนเองอย่างที่คนแปลกหน้ามองต่างหาก
พูดง่าย ๆ ก็คือ พวกเราล้วนต่างเป็นคนแปลกหน้าในวัฒนธรรมของตนเอง เมื่อเป็นเช่นนั้นความรู้สึกร่วมที่ว่าสิ่งนี้ ๆ คือของ ๆ เรา เรามีสิทธิ์ที่จะใช้ ที่จะรักษา ที่จะพัฒนา นั้นก็หายไป
ที่มีอยู่ก็อาจเพียงความรู้สึก เหมือนว่าเราเป็นคนนอก เป็นฝรั่งมาเห็น วัฒนธรรมไทย แล้วก็อุทานว่า โอ้วมายก๊อด พระเจ้ามันช่างยอดเยี่ยมจริง ๆ สิ่งนี้ต้องรักษาไว้
เข้าใจว่ารู้สึกกันแค่นั้นจริง ๆ
ทั้งนี้ เพราะคนไทยเราไม่ได้มองศิลปวัฒนธรรมไทยเหล่านั้นอย่างคน "ใน" วัฒนธรรมนั้น ๆ แต่อย่างใด หากแต่มองศิลปวัฒนธรรมของตนเองอย่างที่คนแปลกหน้ามองต่างหาก
พูดง่าย ๆ ก็คือ พวกเราล้วนต่างเป็นคนแปลกหน้าในวัฒนธรรมของตนเอง เมื่อเป็นเช่นนั้นความรู้สึกร่วมที่ว่าสิ่งนี้ ๆ คือของ ๆ เรา เรามีสิทธิ์ที่จะใช้ ที่จะรักษา ที่จะพัฒนา นั้นก็หายไป
ที่มีอยู่ก็อาจเพียงความรู้สึก เหมือนว่าเราเป็นคนนอก เป็นฝรั่งมาเห็น วัฒนธรรมไทย แล้วก็อุทานว่า โอ้วมายก๊อด พระเจ้ามันช่างยอดเยี่ยมจริง ๆ สิ่งนี้ต้องรักษาไว้
เข้าใจว่ารู้สึกกันแค่นั้นจริง ๆ
วันจันทร์, มีนาคม 27, 2549
ประชาชนไทยควรรับผิดชอบตัวเองเสียที
ใคร ๆ ก็บอกว่าปัญหาการเมืองในขณะนี้คือทักษิณ และจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ (แปลว่ารัฐธรรมนูญก็มีปัญหา)
รัฐธรรมนูญนี้ใครเขียนครับ? ใครครับที่อยากได้พรรคการเมืองใหญ่ ๆ ? ใครครับที่อยากได้ระบบพรรคการเมืองแบบสองพรรคเหมือนของอเมริกา? ใครครับที่หมั่นไส้พวกนักการเมืองที่ชอบย้ายพรรค?
ก็พวกที่มาตะโกนไล่ทักษิณและขอพระราชทานรัฐบาล (อันเป็นกลไกนอกรัฐธรรมนูญที่ตนเองเขียนขึ้นมากับมือ) นั่นแหละครับ
ดัดจริตอยากได้พรรคการเมืองแบบอเมริกากันเอง ก็รับผิดชอบกันเองด้วยการแก้ไขกันเองครับ ไปหาเรื่องให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาททำไม
ทางที่จะไม่ยอมสยบต่อระบอบทักษิณยังมีอีกครับ อาจจะยืดเยื้อยาวนาน แต่ตราบใดที่ไม่ละเมิดรัฐธรรมนูญ (แก้ไขได้นะ แต่ต้องเป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้องของมัน) ผมก็เอาด้วยเสมอ
สิ่งที่ผมจะทำแน่ ๆ คือ ไปเลือกตั้งครับ แต่ กาในช่องไม่เลือกใคร ผมไม่เชื่อหรอกว่าประชาชนคนไทยคนอื่น ๆ เขาจะคิดเองไม่เป็น ถ้าเขาชอบทักษิณ ทำไมเขาถึงจะไม่มีสิทธิ์เลือกทักษิณล่ะครับ? และถ้าบอกว่าเขาด้อยโอกาสทำให้หลงเชื่อทักษิณ แล้วใครล่ะครับที่ใช้โอกาสที่มันยังขาดแคลนอยู่ในประเทศนี้อย่างฟุ่มเฟือย จนมีคนต้องด้อยโอกาส (ตามความเชื่อของท่าน) มากมายขนาดนี้?
ก็พวกเรากันเองทั้งนั้น...
เพราะฉะนั้น รับผิดชอบการกระทำและผลกรรมของตนเองด้วยตนเองเถิดครับ อย่าเรียกร้องอำนาจพิเศษจากเบื้องบนให้ต้องทรงตรากตรำคอยแก้ปัญหาให้ประชาชน ของพระองค์เลย
ไปเลือกตั้งซะ แล้วก็แสดงออกมาให้เห็นชัด ๆ ว่าท่านคิดอย่างไร
ถึงเวลานั้นแล้ว ทางออกจากปัญหานี้จะปรากฏขึ้นเองครับ
รัฐธรรมนูญนี้ใครเขียนครับ? ใครครับที่อยากได้พรรคการเมืองใหญ่ ๆ ? ใครครับที่อยากได้ระบบพรรคการเมืองแบบสองพรรคเหมือนของอเมริกา? ใครครับที่หมั่นไส้พวกนักการเมืองที่ชอบย้ายพรรค?
ก็พวกที่มาตะโกนไล่ทักษิณและขอพระราชทานรัฐบาล (อันเป็นกลไกนอกรัฐธรรมนูญที่ตนเองเขียนขึ้นมากับมือ) นั่นแหละครับ
ดัดจริตอยากได้พรรคการเมืองแบบอเมริกากันเอง ก็รับผิดชอบกันเองด้วยการแก้ไขกันเองครับ ไปหาเรื่องให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาททำไม
ทางที่จะไม่ยอมสยบต่อระบอบทักษิณยังมีอีกครับ อาจจะยืดเยื้อยาวนาน แต่ตราบใดที่ไม่ละเมิดรัฐธรรมนูญ (แก้ไขได้นะ แต่ต้องเป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้องของมัน) ผมก็เอาด้วยเสมอ
สิ่งที่ผมจะทำแน่ ๆ คือ ไปเลือกตั้งครับ แต่ กาในช่องไม่เลือกใคร ผมไม่เชื่อหรอกว่าประชาชนคนไทยคนอื่น ๆ เขาจะคิดเองไม่เป็น ถ้าเขาชอบทักษิณ ทำไมเขาถึงจะไม่มีสิทธิ์เลือกทักษิณล่ะครับ? และถ้าบอกว่าเขาด้อยโอกาสทำให้หลงเชื่อทักษิณ แล้วใครล่ะครับที่ใช้โอกาสที่มันยังขาดแคลนอยู่ในประเทศนี้อย่างฟุ่มเฟือย จนมีคนต้องด้อยโอกาส (ตามความเชื่อของท่าน) มากมายขนาดนี้?
ก็พวกเรากันเองทั้งนั้น...
เพราะฉะนั้น รับผิดชอบการกระทำและผลกรรมของตนเองด้วยตนเองเถิดครับ อย่าเรียกร้องอำนาจพิเศษจากเบื้องบนให้ต้องทรงตรากตรำคอยแก้ปัญหาให้ประชาชน ของพระองค์เลย
ไปเลือกตั้งซะ แล้วก็แสดงออกมาให้เห็นชัด ๆ ว่าท่านคิดอย่างไร
ถึงเวลานั้นแล้ว ทางออกจากปัญหานี้จะปรากฏขึ้นเองครับ
วันอังคาร, ธันวาคม 06, 2548
ระบบราชการสอนให้คนโกหก ฟุ่มเฟือย และตุกติกคดโกง!
ระบบระเบียบว่าด้วยการใช้เงินของหน่วยงานราชการอย่างน้อยหนึ่งแห่ง (เท่าที่ได้ประสบด้วยตนเอง - เชื่อว่าหน่วยงานราชการทุกแห่งไม่ต่างกัน) สอนให้คนโกหก สอนให้คนโกง สอนให้คนฟุ่มเฟือย
ผมอธิบายไม่ถูก เล่าเป็นเรื่องๆ ไปน่าจะเข้าใจง่ายกว่า
๑. การสอนให้คนโกหก
ผมจำเป็นต้องขออนุมัติใช้รถไปราชการ ทางหน่วยงานก็ให้ระบุไปในคำร้องว่าจะขอใช้รถตั้งแต่วันที่เท่าไร กี่โมง จนถึงวันที่เท่าไร กี่โมง ซึ่งผมก็ระบุไปโดยการประมาณ
เมื่อเดินทางจริง และเป็นการเดินทางระยะไกล แม้ความคลาดเคลื่อนเพียงช่วงละหนึ่งส่วน เมื่อประกอบกันหลายส่วนก็คลาดเคลื่อนไปหลายชั่วโมง ทำให้เวลาเดินทางกลับไปตรงกับที่ขอไว้ กล่าวคือ ช่วงเวลาที่ขออนุมัติคือ จากวันจันทร์ เวลา ๐๖.๐๐ จนถึงวันศุกร์ เวลา ๑๗.๐๐ ปรากฏว่าผมกลับถึงหน่วยงานวันศุกร์ เวลา ๒๒.๐๐ ซึ่งผมก็รายงานการเดินทางไปตามจริง
ปรากฏว่าฝ่ายการเงินส่งรายงานผมกลับคืนมาด้วยเหตุผลว่า เวลาที่กลับจริง ไม่ตรงกับที่ขอไป!!??
ผมก็งง เพราะเรารายงานไปตามจริง ทำไมต้องเขียนรายงานใหม่ให้มันไม่ตรงกับเรื่องที่เกิดขึ้นจริงด้วย อีกทั้งหากการเขียนรายงาน สามารถที่จะเขียนโดยไม่ตรงกับความเป็นจริงได้แล้ว ขอเพียงให้ตรงกับที่ขออนุมัติเพียงประการเดียวโดยไม่สนใจว่าจะเป็นความจริงความเท็จอย่างไร แล้วจะให้เขียนรายงานไปทำไม!!?? พูดตามตรง ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำไปว่าคนที่ดำเนินการเกี่ยวกับการเงิน ณ เวลานี้ เข้าใจจุดมุ่งหมายของการเขียนรายงานการเดินทางไปราชการจริงๆหรือเปล่า หรือเพียงจำๆเอามาว่า เลขนี้ต้องเท่ากับเลขนั้น โดยไม่เข้าใจความหมายและที่มาที่ไปของมันเลย
สุดท้ายผมก็ต้อง โกหก ตามความต้องการของฝ่ายการเงินเพราะไม่รู้จะเอาอะไรไปงัดข้อกับเขา เนื่องจากเราเป็นพนักงานใหม่ ค่าใช้จ่ายก็ชำระไปหมดแล้ว ถ้าเบิกไม่ได้ก็ต้องจ่ายเองซึ่งเป็นเรื่องที่บั่นทอนกำลังใจอย่างแรง
แต่เอาเถอะ อย่างไรเสีย ผมก็กลายเป็นคนโกหกไปแล้ว
๒. การสอนให้คนฟุ่มเฟือย
ในการเดินทางครั้งนี้ ผมต้องเตรียมการให้ข้าราชการอาวุโสไปด้วย เนื่องจากระยะทางไกลไม่สะดวกแก่ผู้สูงอายุ ผมจึงจัดให้ผู้อาวุโสเดินทางโดยเครื่องบิน เมื่อตัดสินใจเช่นนั้นแล้ว หากผมไม่คิดจะประหยัดเงินให้ประเทศชาติ ก็สามารถทำได้ แต่เพราะผมทราบดีว่าประเทศเรานี้ไม่ใช่ประเทศร่ำรวย สิ่งที่ประหยัดได้ควรประหยัด จึงจัดหา แพคเกจทัวร์ ซึ่งรวมค่าเดินทางและค่าที่พักเข้าด้วยกันในราคาที่ถูกกว่าให้ผู้อาวุโส
ปรากฏว่า รายการนี้มีปัญหา อาจจะเบิกไม่ได้!! ด้วยเหตุผลว่า ไม่มีรายการทัวร์เหมาจ่ายอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้ไม่สามารถนำรายการนี้เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ได้
โอ้ ให้ตายเถอะ! นี่เรานำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้เพื่ออำนวยความสะดวก หรือว่าเอามาให้มันเป็นนายเรากันแน่ (วะ)
ด้วยความอัดอั้นตันใจ ผมก็ปรึกษาปัญหานี้กับข้าราชการรุ่นพี่ คำตอบเหมือนกันหมดก็คือ ทีหลังอย่าเสือกประหยัดให้ราชการ เบิกอะไรได้เบิกให้หมด ไม่อย่างนั้นทำประหยัดไปให้เขา เขาไม่เอาเรานั่นแหละจะเดือดร้อน
โอ้ ประเทศชาติ...
แต่เอาเถอะ โอกาสหน้า ผมก็คงจะไม่ประหยัดแล้วล่ะ
๓. การสอนให้คนโกง
กรณีนี้เป็นเงินจำนวนน้อยที่สุด แต่เจ็บปวดเป็นที่สุด เพราะทำให้ผมได้ทราบถึงรากเหง้าของความคดโกงทั้งหลายในแผ่นดินนี้ ว่าอันที่จริงแล้วมันเกิดจากความงี่เง่าในระบบราชการนี่เอง กล่าวคือในรายการค่าใช้จ่ายในราชการครั้งนี้ รวมค่าที่จอดรถซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้เป็นเงิน ๒๐ บาท
แค่ ๒๐ บาทนี่แหละ
ไม่ต้องแปลกใจเลยถ้าผมจะเรียนให้ทราบว่ารายการนี้ เบิกไม่ได้ เพราะไม่มีรายการนี้ในระบบคอมพิวเตอร์ให้เลือก ผมก็ถามกลับไปว่าแล้วจะให้ใครจ่าย หัวหน้าหน่วยจะจ่ายไหม หัวหน้าฝ่ายการเงินจะจ่ายไหม อธิบดีจะจ่ายไหม รัฐมนตรีจะมาจ่ายให้ผมไหม หรือว่าต้องมาลงเอากับผู้น้อย เงินเดือนน้อยอย่างผมนี่!
คำแนะนำจากผู้รู้คือ ไปแปลงค่าที่จอดรถให้กลายเป็นค่าน้ำมันซะ แล้วชีวิตมันจะดีขึ้นเอง
ครับ ในที่สุด ผมก็ผ่านการทดลองงานขั้นแรก ในการที่จะเป็นข้าราชการที่สามารถเอาตัวรอดอยู่ได้ ในระบบราชการเฮงซวยนี่ด้วยการ หัดโกหก ฟุ่มเฟือย แล้วก็ตุกติก
ขอตะโกนดังๆว่า โอ้ประเทศชาติ (โว้ย)
ผมอธิบายไม่ถูก เล่าเป็นเรื่องๆ ไปน่าจะเข้าใจง่ายกว่า
๑. การสอนให้คนโกหก
ผมจำเป็นต้องขออนุมัติใช้รถไปราชการ ทางหน่วยงานก็ให้ระบุไปในคำร้องว่าจะขอใช้รถตั้งแต่วันที่เท่าไร กี่โมง จนถึงวันที่เท่าไร กี่โมง ซึ่งผมก็ระบุไปโดยการประมาณ
เมื่อเดินทางจริง และเป็นการเดินทางระยะไกล แม้ความคลาดเคลื่อนเพียงช่วงละหนึ่งส่วน เมื่อประกอบกันหลายส่วนก็คลาดเคลื่อนไปหลายชั่วโมง ทำให้เวลาเดินทางกลับไปตรงกับที่ขอไว้ กล่าวคือ ช่วงเวลาที่ขออนุมัติคือ จากวันจันทร์ เวลา ๐๖.๐๐ จนถึงวันศุกร์ เวลา ๑๗.๐๐ ปรากฏว่าผมกลับถึงหน่วยงานวันศุกร์ เวลา ๒๒.๐๐ ซึ่งผมก็รายงานการเดินทางไปตามจริง
ปรากฏว่าฝ่ายการเงินส่งรายงานผมกลับคืนมาด้วยเหตุผลว่า เวลาที่กลับจริง ไม่ตรงกับที่ขอไป!!??
ผมก็งง เพราะเรารายงานไปตามจริง ทำไมต้องเขียนรายงานใหม่ให้มันไม่ตรงกับเรื่องที่เกิดขึ้นจริงด้วย อีกทั้งหากการเขียนรายงาน สามารถที่จะเขียนโดยไม่ตรงกับความเป็นจริงได้แล้ว ขอเพียงให้ตรงกับที่ขออนุมัติเพียงประการเดียวโดยไม่สนใจว่าจะเป็นความจริงความเท็จอย่างไร แล้วจะให้เขียนรายงานไปทำไม!!?? พูดตามตรง ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำไปว่าคนที่ดำเนินการเกี่ยวกับการเงิน ณ เวลานี้ เข้าใจจุดมุ่งหมายของการเขียนรายงานการเดินทางไปราชการจริงๆหรือเปล่า หรือเพียงจำๆเอามาว่า เลขนี้ต้องเท่ากับเลขนั้น โดยไม่เข้าใจความหมายและที่มาที่ไปของมันเลย
สุดท้ายผมก็ต้อง โกหก ตามความต้องการของฝ่ายการเงินเพราะไม่รู้จะเอาอะไรไปงัดข้อกับเขา เนื่องจากเราเป็นพนักงานใหม่ ค่าใช้จ่ายก็ชำระไปหมดแล้ว ถ้าเบิกไม่ได้ก็ต้องจ่ายเองซึ่งเป็นเรื่องที่บั่นทอนกำลังใจอย่างแรง
แต่เอาเถอะ อย่างไรเสีย ผมก็กลายเป็นคนโกหกไปแล้ว
๒. การสอนให้คนฟุ่มเฟือย
ในการเดินทางครั้งนี้ ผมต้องเตรียมการให้ข้าราชการอาวุโสไปด้วย เนื่องจากระยะทางไกลไม่สะดวกแก่ผู้สูงอายุ ผมจึงจัดให้ผู้อาวุโสเดินทางโดยเครื่องบิน เมื่อตัดสินใจเช่นนั้นแล้ว หากผมไม่คิดจะประหยัดเงินให้ประเทศชาติ ก็สามารถทำได้ แต่เพราะผมทราบดีว่าประเทศเรานี้ไม่ใช่ประเทศร่ำรวย สิ่งที่ประหยัดได้ควรประหยัด จึงจัดหา แพคเกจทัวร์ ซึ่งรวมค่าเดินทางและค่าที่พักเข้าด้วยกันในราคาที่ถูกกว่าให้ผู้อาวุโส
ปรากฏว่า รายการนี้มีปัญหา อาจจะเบิกไม่ได้!! ด้วยเหตุผลว่า ไม่มีรายการทัวร์เหมาจ่ายอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้ไม่สามารถนำรายการนี้เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ได้
โอ้ ให้ตายเถอะ! นี่เรานำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้เพื่ออำนวยความสะดวก หรือว่าเอามาให้มันเป็นนายเรากันแน่ (วะ)
ด้วยความอัดอั้นตันใจ ผมก็ปรึกษาปัญหานี้กับข้าราชการรุ่นพี่ คำตอบเหมือนกันหมดก็คือ ทีหลังอย่าเสือกประหยัดให้ราชการ เบิกอะไรได้เบิกให้หมด ไม่อย่างนั้นทำประหยัดไปให้เขา เขาไม่เอาเรานั่นแหละจะเดือดร้อน
โอ้ ประเทศชาติ...
แต่เอาเถอะ โอกาสหน้า ผมก็คงจะไม่ประหยัดแล้วล่ะ
๓. การสอนให้คนโกง
กรณีนี้เป็นเงินจำนวนน้อยที่สุด แต่เจ็บปวดเป็นที่สุด เพราะทำให้ผมได้ทราบถึงรากเหง้าของความคดโกงทั้งหลายในแผ่นดินนี้ ว่าอันที่จริงแล้วมันเกิดจากความงี่เง่าในระบบราชการนี่เอง กล่าวคือในรายการค่าใช้จ่ายในราชการครั้งนี้ รวมค่าที่จอดรถซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้เป็นเงิน ๒๐ บาท
แค่ ๒๐ บาทนี่แหละ
ไม่ต้องแปลกใจเลยถ้าผมจะเรียนให้ทราบว่ารายการนี้ เบิกไม่ได้ เพราะไม่มีรายการนี้ในระบบคอมพิวเตอร์ให้เลือก ผมก็ถามกลับไปว่าแล้วจะให้ใครจ่าย หัวหน้าหน่วยจะจ่ายไหม หัวหน้าฝ่ายการเงินจะจ่ายไหม อธิบดีจะจ่ายไหม รัฐมนตรีจะมาจ่ายให้ผมไหม หรือว่าต้องมาลงเอากับผู้น้อย เงินเดือนน้อยอย่างผมนี่!
คำแนะนำจากผู้รู้คือ ไปแปลงค่าที่จอดรถให้กลายเป็นค่าน้ำมันซะ แล้วชีวิตมันจะดีขึ้นเอง
ครับ ในที่สุด ผมก็ผ่านการทดลองงานขั้นแรก ในการที่จะเป็นข้าราชการที่สามารถเอาตัวรอดอยู่ได้ ในระบบราชการเฮงซวยนี่ด้วยการ หัดโกหก ฟุ่มเฟือย แล้วก็ตุกติก
ขอตะโกนดังๆว่า โอ้ประเทศชาติ (โว้ย)
วันอังคาร, พฤษภาคม 24, 2548
น้ำเอยน้ำใจ
วันนี้ผมสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง
คนข้ามถนนตรงทางข้าม รถจะรี่เร่งขับเข้ามาอย่างเร็ว เพื่อไม่ให้ข้ามได้ กลัวจะต้องหยุดรถรอคนข้าม
รถคันเดิมขับผ่านเลยทางคนข้ามไป แล้วก็ไปชะลอรถตรงที่มีหลุม กลัวรถพัง
พูดง่ายๆ ว่ามันห่วงรถมันมากกว่าชีวิตคน
หรือเบาๆหน่อย ก็คงจะให้เกียรติและความสำคัญแก่รถของตน มากกว่าชีวิตของคนอื่น
บางที ก็นึกๆอยู่เหมือนกันว่า เอ๊ะ นี่กูอยู่ในโลกมนุษย์ หรือว่าอยู่ในนรกกันแน่วะเนี่ย -_-'
คนข้ามถนนตรงทางข้าม รถจะรี่เร่งขับเข้ามาอย่างเร็ว เพื่อไม่ให้ข้ามได้ กลัวจะต้องหยุดรถรอคนข้าม
รถคันเดิมขับผ่านเลยทางคนข้ามไป แล้วก็ไปชะลอรถตรงที่มีหลุม กลัวรถพัง
พูดง่ายๆ ว่ามันห่วงรถมันมากกว่าชีวิตคน
หรือเบาๆหน่อย ก็คงจะให้เกียรติและความสำคัญแก่รถของตน มากกว่าชีวิตของคนอื่น
บางที ก็นึกๆอยู่เหมือนกันว่า เอ๊ะ นี่กูอยู่ในโลกมนุษย์ หรือว่าอยู่ในนรกกันแน่วะเนี่ย -_-'
วันพุธ, เมษายน 27, 2548
ทันสมัย ไม่พัฒนา ท่าจะจริง
ในหน่วยราชการมีคอมพิวเตอร์รุ่นสูงๆ ใช้ ทันสมัยมากๆ
แต่ใช้ได้แค่พิมพ์งาน
วันนี้ไปติดต่อราชการ (ขอไม่บอกว่าที่ไหน) ต้องกรอกเอกสารหลายฉบับ ทุกฉบับต้องการข้อมูลคล้ายๆกัน เช่น ชื่อ สกุล ชื่อพ่อ ชื่อแม่ วันเกิดตัว วันเกิดพ่อ วันเกิดแม่
ผมต้องกรอกเอกสารพวกนี้ประมาณสิบครั้งเข้าไปแล้วภายในเวลาเพียงไม่ถึงปี กรอกแล้วก็ส่งให้หน่วยงานเดิมนี่แหละ กว่าจะเดินเรื่องเสร็จ ก็เลยไม่เข้าใจว่าคอมพิวเตอร์ราคาเป็นหลายหมื่น ระบบฐานข้อมูลเป็นหลายแสน ที่หน่วยงานซื้อมาใช้ มันจะช่วยอะไรตรงนี้ไม่ได้เลยหรือไง
เช่นเอกสารแผ่นแรก เอามาให้กรอกแล้ว ก็เอาเข้าฐานข้อมูลไปเลย พอต้องกรอกอีกใบ ก็พิมพ์ส่วนที่เคยให้ข้อมูลไปแล้วให้เรียบร้อย เราจะได้กรอกเฉพาะข้อมูลที่ยังไม่เคยให้ไป อย่างนี้เป็นต้น
ตอนแรกผมก็แค่อยากบ่น ก็บ่น บ่นจนรำคาญตัวเอง
บ่นสักพัก ก็เลยคิดว่า ถ้าทำได้ก็น่าจะลงมือทำอะไรสักอย่าง ก็เลยเสนอไอเดียกับหัวหน้า เพื่อให้หัวหน้าไปคุยกับ หัวหน้างานส่วนที่เกี่ยวกับฐานข้อมูลนั้น เพื่อนำข้อเสนอที่ผมจะเสนอนี่แหละ ไปปรับใช้ คือคิดว่าถ้าหัวหน้าเห็นด้วย ผมจะยอมรับทำโปรแกรมเองด้วยซ้ำไป (ถ้าทางหน่วยงานนั้นยอมให้ทำ) หรือถ้าไม่ยอม จะเขียนแนวทางคร่าวๆ ให้ก็ได้ (คิดว่าซี้ซั้วไปคุยกับทางโน้นเอง เขาก็ไม่ฟังเด็กเมื่อวานซืนอย่างผมหรอก)
(ซึ่งอันที่จริงคนที่ทำงานด้านฐานข้อมูลไม่ต้องการแนวทางของผมหรอก เขาเก่งกว่าผมประมาณล้านเท่า หลับตาทำยังได้เลย แต่เขาอาจจะมองไม่เห็นว่ามันน่าทำและผมไม่รู้ว่าจะไปบอกเขายังไงว่าตรงนี้มั นน่าทำนะ ตรงนี้มันน่าปรับปรุงนะ)
หัวหน้าท่านก็ว่า เสนอไปก็ไม่ให้ทำหรอก เพราะถ้าให้เราทำมันเสียหน้าเขา ถ้าเขาทำเองมันก็เพิ่มงานเขา นี่แหละประเทศไทย (ผมเข้าใจเอาเองว่า มันคือคำแนะนำว่าจงอยู่เฉยๆ และผมรู้สึกว่าผมเกลียดคำว่า เมืองไทยก็อย่างนี้แหละ ขึ้นมาทันที)
จากนั้นผมได้เดินไปนอกสถานที่ใกล้ๆ เห็นเด็กๆ กำลังใช้คอมพิวเตอร์รุ่นที่ดีกว่าเครื่องในหน่วยงานด้วยซ้ำ เล่นเกมส์ออนไลน์อยู่อย่างครึกครื้น เพื่อนรุ่นน้องอีกคนกำลังเอาเกมโป๊มาแบ่งกับเพื่อนรุ่นน้องด้วยกัน
ทำได้เพียงนี้เท่านี้เอง สำหรับคอมพิวเตอร์ในประเทศไทย
มันเกิดความอึดอัดขึ้นจุกอก แทบจะร้องไห้
แต่ใช้ได้แค่พิมพ์งาน
วันนี้ไปติดต่อราชการ (ขอไม่บอกว่าที่ไหน) ต้องกรอกเอกสารหลายฉบับ ทุกฉบับต้องการข้อมูลคล้ายๆกัน เช่น ชื่อ สกุล ชื่อพ่อ ชื่อแม่ วันเกิดตัว วันเกิดพ่อ วันเกิดแม่
ผมต้องกรอกเอกสารพวกนี้ประมาณสิบครั้งเข้าไปแล้วภายในเวลาเพียงไม่ถึงปี กรอกแล้วก็ส่งให้หน่วยงานเดิมนี่แหละ กว่าจะเดินเรื่องเสร็จ ก็เลยไม่เข้าใจว่าคอมพิวเตอร์ราคาเป็นหลายหมื่น ระบบฐานข้อมูลเป็นหลายแสน ที่หน่วยงานซื้อมาใช้ มันจะช่วยอะไรตรงนี้ไม่ได้เลยหรือไง
เช่นเอกสารแผ่นแรก เอามาให้กรอกแล้ว ก็เอาเข้าฐานข้อมูลไปเลย พอต้องกรอกอีกใบ ก็พิมพ์ส่วนที่เคยให้ข้อมูลไปแล้วให้เรียบร้อย เราจะได้กรอกเฉพาะข้อมูลที่ยังไม่เคยให้ไป อย่างนี้เป็นต้น
ตอนแรกผมก็แค่อยากบ่น ก็บ่น บ่นจนรำคาญตัวเอง
บ่นสักพัก ก็เลยคิดว่า ถ้าทำได้ก็น่าจะลงมือทำอะไรสักอย่าง ก็เลยเสนอไอเดียกับหัวหน้า เพื่อให้หัวหน้าไปคุยกับ หัวหน้างานส่วนที่เกี่ยวกับฐานข้อมูลนั้น เพื่อนำข้อเสนอที่ผมจะเสนอนี่แหละ ไปปรับใช้ คือคิดว่าถ้าหัวหน้าเห็นด้วย ผมจะยอมรับทำโปรแกรมเองด้วยซ้ำไป (ถ้าทางหน่วยงานนั้นยอมให้ทำ) หรือถ้าไม่ยอม จะเขียนแนวทางคร่าวๆ ให้ก็ได้ (คิดว่าซี้ซั้วไปคุยกับทางโน้นเอง เขาก็ไม่ฟังเด็กเมื่อวานซืนอย่างผมหรอก)
(ซึ่งอันที่จริงคนที่ทำงานด้านฐานข้อมูลไม่ต้องการแนวทางของผมหรอก เขาเก่งกว่าผมประมาณล้านเท่า หลับตาทำยังได้เลย แต่เขาอาจจะมองไม่เห็นว่ามันน่าทำและผมไม่รู้ว่าจะไปบอกเขายังไงว่าตรงนี้มั นน่าทำนะ ตรงนี้มันน่าปรับปรุงนะ)
หัวหน้าท่านก็ว่า เสนอไปก็ไม่ให้ทำหรอก เพราะถ้าให้เราทำมันเสียหน้าเขา ถ้าเขาทำเองมันก็เพิ่มงานเขา นี่แหละประเทศไทย (ผมเข้าใจเอาเองว่า มันคือคำแนะนำว่าจงอยู่เฉยๆ และผมรู้สึกว่าผมเกลียดคำว่า เมืองไทยก็อย่างนี้แหละ ขึ้นมาทันที)
จากนั้นผมได้เดินไปนอกสถานที่ใกล้ๆ เห็นเด็กๆ กำลังใช้คอมพิวเตอร์รุ่นที่ดีกว่าเครื่องในหน่วยงานด้วยซ้ำ เล่นเกมส์ออนไลน์อยู่อย่างครึกครื้น เพื่อนรุ่นน้องอีกคนกำลังเอาเกมโป๊มาแบ่งกับเพื่อนรุ่นน้องด้วยกัน
ทำได้เพียงนี้เท่านี้เอง สำหรับคอมพิวเตอร์ในประเทศไทย
มันเกิดความอึดอัดขึ้นจุกอก แทบจะร้องไห้
วันพุธ, เมษายน 06, 2548
อภิสิทธิ์ของนักศึกษา
เห็นพูดกันว่าออกนอกระบบแล้ว นักเรียนจะไม่มีโอกาสเรียนเพราะค่าเทอมแพงขึ้น ฟังดูดีแต่จากที่ตาเห็นกลับปรากฏว่า การที่นักเรียนได้รับการอุดหนุนจากเงินภาษีทำให้จ่ายค่าเทอมน้อยกว่าที่ควรจ ่าย คือประมาณไม่ถึงร้อยบาทถึงร้อยกว่าบาทต่อหน่วยกิต ทั้งๆที่ค่าใช้จ่ายจริงควรจะเกินพันบาทต่อหน่วยกิตนั้น
ไม่ได้ช่วยสร้างคนที่จะออกมาช่วยสร้างชาติสักเท่าใดเลย
เ พราะจะเห็นนักเรียนเขียมค ่าลงทะเบียนเอาไปจ่ายค่าเหล้าก็มาก ไปจ่ายค่าเที่ยวค่ากินก็มาก ไปซื้อการ์ตูน หรือเอาไปลงกับงานอดิเรกที่ฟุ่มเฟือยก็ไม่น้อย บ้างก็ไปเป็นค่าน้ำมันรถ (ซึ่งได้เป็นของขวัญจากคุณพ่อคุณแม่เมื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้) และค่าทางด่วน
และเพราะว่าการที่ได้รับการอุดหนุนจากภาษีของประชาชนโดยไม่รู้ตัว ทำให้มีน้อยคนที่จะสำนึกได้ว่า โอกาสทางการศึกษาของตนเองนั้น เป็นพระคุณของชาติ คือเป็นพระคุณของประชาชนคนไทย ควรที่จะตอบแทนสู่สังคมไทย ไม่รูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่ง
แ ต่กลับกลายเป็นว่า แต่ละคนก็คิดเอาว่า ฉันเรียนเอง ค่าเทอมฉันออกเอง เพราะฉะนั้น ฉันจบแล้วฉันจะกอบโกยเอง มันผิดตรงไหน? เมื่อไปทำงานกับบริษัท แทนที่จะทำงานอย่างซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา ก็หาทางทำกำไรให้บริษัทอย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่ดูว่าผู้บริโภคซึ่งเป็นคนที่ส่งเสียพวกเราเรียนจนจบนั้นจะโดนผลกระทบอะไร บ้าง สังคม ซึ่งให้โอกาสเรามากมาย สูญเสียอะไรไปบ้าง
อย่ากระนั้นเลย เลิกอุดหนุนการศึกษาโดยการปิดบังค่าใช้จ่ายที่แท้จริงเสียเถอะ ปล่อยให้คนเหล่านี้ดิ้นรนขึ้นสู่ที่สูงเอาเอง เพราะจะอุดหนุนหรือไม่อุดหนุน เดี๋ยวพวกนี้มันก็กลับมาสูบเลือดพวกเราอยู่ดี ไม่เห็นจะต่างกัน
ไม่ได้ช่วยสร้างคนที่จะออกมาช่วยสร้างชาติสักเท่าใดเลย
เ พราะจะเห็นนักเรียนเขียมค ่าลงทะเบียนเอาไปจ่ายค่าเหล้าก็มาก ไปจ่ายค่าเที่ยวค่ากินก็มาก ไปซื้อการ์ตูน หรือเอาไปลงกับงานอดิเรกที่ฟุ่มเฟือยก็ไม่น้อย บ้างก็ไปเป็นค่าน้ำมันรถ (ซึ่งได้เป็นของขวัญจากคุณพ่อคุณแม่เมื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้) และค่าทางด่วน
และเพราะว่าการที่ได้รับการอุดหนุนจากภาษีของประชาชนโดยไม่รู้ตัว ทำให้มีน้อยคนที่จะสำนึกได้ว่า โอกาสทางการศึกษาของตนเองนั้น เป็นพระคุณของชาติ คือเป็นพระคุณของประชาชนคนไทย ควรที่จะตอบแทนสู่สังคมไทย ไม่รูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่ง
แ ต่กลับกลายเป็นว่า แต่ละคนก็คิดเอาว่า ฉันเรียนเอง ค่าเทอมฉันออกเอง เพราะฉะนั้น ฉันจบแล้วฉันจะกอบโกยเอง มันผิดตรงไหน? เมื่อไปทำงานกับบริษัท แทนที่จะทำงานอย่างซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา ก็หาทางทำกำไรให้บริษัทอย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่ดูว่าผู้บริโภคซึ่งเป็นคนที่ส่งเสียพวกเราเรียนจนจบนั้นจะโดนผลกระทบอะไร บ้าง สังคม ซึ่งให้โอกาสเรามากมาย สูญเสียอะไรไปบ้าง
อย่ากระนั้นเลย เลิกอุดหนุนการศึกษาโดยการปิดบังค่าใช้จ่ายที่แท้จริงเสียเถอะ ปล่อยให้คนเหล่านี้ดิ้นรนขึ้นสู่ที่สูงเอาเอง เพราะจะอุดหนุนหรือไม่อุดหนุน เดี๋ยวพวกนี้มันก็กลับมาสูบเลือดพวกเราอยู่ดี ไม่เห็นจะต่างกัน
วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 17, 2548
ปัญญาชนคือผู้มีอภิสิทธิ์?
มหาวิทยาลัยน่าจะเป็นแหล่งรวมของผู้มีปัญญา
ปัญญาในที่นี้ไม่ได้หมายถึงจำได้มาก ท่องได้หมด คำนวณเก่ง แต่ต้องรวมหมายถึง รู้ถูก รู้ผิด รู้ดี รู้ชั่ว ด้วย
ปรากฏว่าเอาเข้าจริงมหาวิทยาลัย (บางแห่ง - หลายแห่ง) กลับกลายเป็นเพียงแหล่งรวมของผู้ไร้ปัญญา ไม่ รู้ถูกรู้ผิด อันใดเลย เห็นได้จากวินัยจราจรภายในเขตรั้วมหาวิทยาลัย ไม่อยากเอ่ยชื่อว่าที่ใด เพราะมีบางแห่ง (น้อยแห่ง) ที่ทำได้ดี
ทั้งการจอดรถในที่ห้ามจอด เลี้ยวโดยไม่ให้สัญญาณไฟ ไม่ให้รถทางตรงไปก่อน ฯลฯ ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้พบได้ในเขตมหาวิทยาลัย ทั้งๆที่มันน่าจะไปพบที่เขตอื่นๆมากกว่า
บ่นไป เพื่อนก็บอกว่าไม่แปลกใจ เพราะพ่อแม่เด็กพวกนี้ก็ไม่ต่างกัน เห็นมีมาส่งลูก อยากจะจอดแม้ในที่ห้ามจอดก็จอดกันได้หน้าตาเฉยโดยไม่นึกไม่คิดว่าคนอื่นๆที่ ร่วมใช้ถนนอยู่ด้วยนั้นจะลำบากเดือดร้อนกันสักกี่มากน้อย
แล้วพอเด็กพวกนี้มีลูก เขาจะเลี้ยงลูกกันยังไงนะ?
ปัญญาในที่นี้ไม่ได้หมายถึงจำได้มาก ท่องได้หมด คำนวณเก่ง แต่ต้องรวมหมายถึง รู้ถูก รู้ผิด รู้ดี รู้ชั่ว ด้วย
ปรากฏว่าเอาเข้าจริงมหาวิทยาลัย (บางแห่ง - หลายแห่ง) กลับกลายเป็นเพียงแหล่งรวมของผู้ไร้ปัญญา ไม่ รู้ถูกรู้ผิด อันใดเลย เห็นได้จากวินัยจราจรภายในเขตรั้วมหาวิทยาลัย ไม่อยากเอ่ยชื่อว่าที่ใด เพราะมีบางแห่ง (น้อยแห่ง) ที่ทำได้ดี
ทั้งการจอดรถในที่ห้ามจอด เลี้ยวโดยไม่ให้สัญญาณไฟ ไม่ให้รถทางตรงไปก่อน ฯลฯ ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้พบได้ในเขตมหาวิทยาลัย ทั้งๆที่มันน่าจะไปพบที่เขตอื่นๆมากกว่า
บ่นไป เพื่อนก็บอกว่าไม่แปลกใจ เพราะพ่อแม่เด็กพวกนี้ก็ไม่ต่างกัน เห็นมีมาส่งลูก อยากจะจอดแม้ในที่ห้ามจอดก็จอดกันได้หน้าตาเฉยโดยไม่นึกไม่คิดว่าคนอื่นๆที่ ร่วมใช้ถนนอยู่ด้วยนั้นจะลำบากเดือดร้อนกันสักกี่มากน้อย
แล้วพอเด็กพวกนี้มีลูก เขาจะเลี้ยงลูกกันยังไงนะ?
วันศุกร์, มกราคม 21, 2548
ทำไมนักศึกษาจึงไม่ควรลอกการบ้าน?
ตอบสั้นๆ ว่า ก็เพราะมันไม่คุ้มน่ะสิ
เพราะคนที่ลอกการบ้าน ไม่ใช่คนที่จะไปอ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอแน่นอน เพราะฉะนั้นพวกนี้มักจะเป็นพวกที่มีปัญหาในห้องสอบอยู่แล้ว เช่นมีข้อสอบหกข้อ อาจจะพอนึกวิธีทำออกแค่สาม และทำถูกจริงๆแค่หนึ่งข้อเท่านั้น
พวกนี้มักจะนึกเอาว่า การลอกการบ้านมาส่ง อย่างน้อยก็ (คงจะ) ได้คะแนนการบ้านไปช่วยเสริมแม้เพียงเล็กน้อย ก็น่าจะดีกว่าไม่มีอะไรเลย
หารู้ไม่ว่า นั่นเท่ากับขุดหลุมฝังตัวเองโดยไม่รู้ตัว!!
เพราะว่าสัดส่วนของคะแนนการบ้านกับคะแนนข้อสอบมันเทียบกันไม่ได้อยู่แล้ว คะแนนการบ้านธรรมดาก็ ๑๐ คะแนน อย่างมากก็ ๒๐ คะแนน ส่วนคะแนนในห้องสอบอย่างต่ำ ๓๐ คะแนน สูงสุดอาจจะถึง ๖๐ คะแนน
หากนักศึกษาเลือกที่จะทำการบ้านเอง อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ทำในข้อที่ทำไม่ได้ไม่จำเป็นต้องไปลอกใคร ก็จะทราบ ณ ขณะที่ทำการบ้านอยู่ในทันที ว่าตนมีความเข้าใจเนื้อหามากน้อยเพียงใด และเมื่อทราบว่าไม่เข้าใจในจุดใดก็สามารถแก้ไขได้ทันท่วงที ก่อนสอบ
นั่นเท่ากับ สละส่วนน้อย (คือคะแนนการบ้าน) เพื่อพิชิตส่วนใหญ่ (คือคะแนนสอบ) และยังได้ความรู้ชนิดที่ลืมยากติดตัวไปในวิชาชั้นสูงหรือในอาชีพต่อไปอีกด้ว ย
หากคิดไม่ถี่ถ้วน ยอมไม่ซื่อสัตย์ต่อตนเองและเพื่อนคนอื่นเพียงเพื่อคะแนนเพียงเล็กน้อย นั่นเท่ากับว่าเราได้ทิ้ง ศักดิ์ศรี ของเราไปเสียแล้ว อย่าว่าแต่การนั้นยังส่งผลร้ายต่อเราต่อเนื่องไปถึงในห้องสอบและในวิชาชั้นสูงต่อๆไปอีกด้วย
คะแนนจอมปลอม ย่อมคู่ควรกับคนจอมปลอม สร้างภาพ เท่านั้น คนที่ยอมทรยศต่อเพื่อนเพื่อคะแนนเล็กๆน้อยๆ ย่อมกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ยอมยืดหยุ่นหลักปฏิบัติในหน้าที่ของตนเพื่ออามิสสินจ ้างต่อไป เป็นบ่อเกิดแห่งการทุจริตต่อไป
คนที่เชื่อมั่นในตนเอง อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี มีเกียรติ ไม่สร้างภาพ ย่อมไม่ยอมทรยศตนเองและเพื่อน เพียงเพื่อเศษคะแนนเพียงเล็กน้อยนี้ได้ และความมีศักดิ์ศรีอันนี้เองที่จะคุ้มครองนักศึกษาในห้องสอบต่อไป
ส่วนคนที่อ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอ แต่ลอกการบ้านเพื่อนเพราะขี้เกียจทำเองนั้น ถือว่านอกจากไร้เกียรติและศักดิ์ศรีแล้ว ยังเป็นคนที่เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจชนิดที่บรรยายเป็นคำพูดไม่ได้ หากมีคนชนิดนี้ขอแนะนำให้หลีกไปให้ไกลๆ
เพราะคนที่ลอกการบ้าน ไม่ใช่คนที่จะไปอ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอแน่นอน เพราะฉะนั้นพวกนี้มักจะเป็นพวกที่มีปัญหาในห้องสอบอยู่แล้ว เช่นมีข้อสอบหกข้อ อาจจะพอนึกวิธีทำออกแค่สาม และทำถูกจริงๆแค่หนึ่งข้อเท่านั้น
พวกนี้มักจะนึกเอาว่า การลอกการบ้านมาส่ง อย่างน้อยก็ (คงจะ) ได้คะแนนการบ้านไปช่วยเสริมแม้เพียงเล็กน้อย ก็น่าจะดีกว่าไม่มีอะไรเลย
หารู้ไม่ว่า นั่นเท่ากับขุดหลุมฝังตัวเองโดยไม่รู้ตัว!!
เพราะว่าสัดส่วนของคะแนนการบ้านกับคะแนนข้อสอบมันเทียบกันไม่ได้อยู่แล้ว คะแนนการบ้านธรรมดาก็ ๑๐ คะแนน อย่างมากก็ ๒๐ คะแนน ส่วนคะแนนในห้องสอบอย่างต่ำ ๓๐ คะแนน สูงสุดอาจจะถึง ๖๐ คะแนน
หากนักศึกษาเลือกที่จะทำการบ้านเอง อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ทำในข้อที่ทำไม่ได้ไม่จำเป็นต้องไปลอกใคร ก็จะทราบ ณ ขณะที่ทำการบ้านอยู่ในทันที ว่าตนมีความเข้าใจเนื้อหามากน้อยเพียงใด และเมื่อทราบว่าไม่เข้าใจในจุดใดก็สามารถแก้ไขได้ทันท่วงที ก่อนสอบ
นั่นเท่ากับ สละส่วนน้อย (คือคะแนนการบ้าน) เพื่อพิชิตส่วนใหญ่ (คือคะแนนสอบ) และยังได้ความรู้ชนิดที่ลืมยากติดตัวไปในวิชาชั้นสูงหรือในอาชีพต่อไปอีกด้ว ย
หากคิดไม่ถี่ถ้วน ยอมไม่ซื่อสัตย์ต่อตนเองและเพื่อนคนอื่นเพียงเพื่อคะแนนเพียงเล็กน้อย นั่นเท่ากับว่าเราได้ทิ้ง ศักดิ์ศรี ของเราไปเสียแล้ว อย่าว่าแต่การนั้นยังส่งผลร้ายต่อเราต่อเนื่องไปถึงในห้องสอบและในวิชาชั้นสูงต่อๆไปอีกด้วย
คะแนนจอมปลอม ย่อมคู่ควรกับคนจอมปลอม สร้างภาพ เท่านั้น คนที่ยอมทรยศต่อเพื่อนเพื่อคะแนนเล็กๆน้อยๆ ย่อมกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ยอมยืดหยุ่นหลักปฏิบัติในหน้าที่ของตนเพื่ออามิสสินจ ้างต่อไป เป็นบ่อเกิดแห่งการทุจริตต่อไป
คนที่เชื่อมั่นในตนเอง อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี มีเกียรติ ไม่สร้างภาพ ย่อมไม่ยอมทรยศตนเองและเพื่อน เพียงเพื่อเศษคะแนนเพียงเล็กน้อยนี้ได้ และความมีศักดิ์ศรีอันนี้เองที่จะคุ้มครองนักศึกษาในห้องสอบต่อไป
ส่วนคนที่อ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอ แต่ลอกการบ้านเพื่อนเพราะขี้เกียจทำเองนั้น ถือว่านอกจากไร้เกียรติและศักดิ์ศรีแล้ว ยังเป็นคนที่เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจชนิดที่บรรยายเป็นคำพูดไม่ได้ หากมีคนชนิดนี้ขอแนะนำให้หลีกไปให้ไกลๆ
วันพุธ, พฤศจิกายน 03, 2547
พลังแห่งชีวิต
ช่วงนี้มีโฆษณาหนังสือพลังแห่งชีวิตหนักหน่วงมาก
ชักเป็นห่วงแม่ เพราะรู้ว่าแม่ไม่ชอบวิธีแบบนี้กับศาสนา
แต่ได้ยินข่าวว่าทางการจะเข้าไป "จัดการ" ผมก็ว่ามันเกินไป และไม่ตรงประเด็นปัญหา (ของชาวพุทธ) สักหน่อย ผมคิดว่า
๑. กระทรวงวัฒนธรรมไม่ควรเอาเรื่องโฆษณาหนังสือ ขอแค่จับตามองไว้ ไม่ให้มีอะไรเกินเลย
๒ . เนื่องจากกระทรวงฯ เป็นเรื่องทางโลกย์ และควรสนับสนุนทุกศาสนาเท่าเทียมกัน คนที่ควรจะออกแรงจริงๆ จึงไม่ใช่กระทรวง แต่เป็นองค์กรของชาวพุทธ!
แต่ไม่ใช่ออกแรงไปต้านเขา ด่าเขา เสียเวลาเปล่า แต่ควรที่จะกวาดบ้านตัวเองให้หนักขึ้น ได้แก่
๒ .๑ กวดขันพระสงฆ์องค์เจ้าให้ดี อย่าให้มีเรื่องเสื่อมเสียรายวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุรา เรื่องสตรี เรื่องการพนัน เรื่องเงิน เรื่อง CD เถื่อน ฯลฯ
๒.๒ ทบทวนการเรียนการสอนพุทธศาสนาของเราให้ดี ว่าบกพร่องตรงไหน ทำไมบางคนยังไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องบวช ทำไมต้องบิณฑบาต ทำไมถึงไหว้พระพุทธรูป ถ้าดีหรือไม่อยู่ที่ใจ ฆ่าสัตว์ไป ดื่มเหล้าไป แล้วดีในใจไม่ได้หรือ คนที่บรรลุไปแล้ว เคยคุยกับคนที่ไม่บรรลุไหม ว่าเขาข้องใจตรงไหน คำถามหลายๆคำถาม ผมก็เพิ่งทราบ ว่ามันเคยมีคนถามมาสองพันกว่าปีแล้ว และก็มีคนตอบให้กระจ่างแล้ว ทำไมเราไม่เอามาสอนเด็กๆอย่างผมบ้าง (เกี่ยวกับจารวาก? หรือมิลินทปัญหาที่มีเป็นมินิซีรีส์อยู่ในห้องสมุดมันช่วยได้ไหม แล้วเราเอามาขยายผลได้ไหม?) รับรองว่าไม่มีในวิชาพุทธศาสนาสมัยผมเรียนแน่ๆ แล้วผมก็ไม่รู้ด้วยว่าสมัยนี้มีวิชาพุทธศาสนาเหลืออยู่ในโรงเรียนไหม ถ้าไม่มีแล้ว เรามีช่องทางอื่นไหม ที่จะเข้าถึงเด็กๆของเรา?
มีเพื่อนคนหนึ่ง เปลี่ยนศาสนาไป เพราะ "เชื่อตามที่เห็น" ว่าศาสนาพุทธไม่มีสาระ สวดก็ฟังไม่รู้เรื่อง ทำบุญเงินบุญก็เข้ากระเป๋าหลวงพี่ หาประโยชน์ไม่ได้ คือคิดถึงศาสนาพุทธอย่างอุดมคติ (ตามหลักวิทยาศาสตร์ปนประโยชน์นิยมในห้องเรียนที่กล่าวหาแม้กระทั่งประเพณีท ้องถิ่นว่าไร้สาระ) แล้วมองภาพในวัดที่เป็นอยู่จริง มันขัดกันมากเกินไปหรือไม่!
ควรทบทวนซ่อมจุดอ่อนเสริมจุดแข็ง แล้วก็ทำเป็นยุทธศาสตร์การเผย่แผ่ศาสนาพุทธได้แล้ว
๓. ผมคิดว่า อันที่จริงที่ว่าประชากรของเรานับถือพุทธเป็นส่วนใหญ่นั้นควรคิดให้รอบคอบไม่ประมาท ว่าอันที่จริงเป็นเช่นนั้นหรือไม่
ห รือจะมีประชากรที่นับถือ "ผี" มากกว่า เช่นถูต้นไม้ขอหวย (ข้อนี้ก็โดนเพื่อนตัวดีของผมผนวกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความไร้สาระของศาสน าพุทธ (ตามที่เขาเข้าใจ) เช่นกัน)
ผมไม่ได้จะมาแย้งว่า ต้นไม่ศักดิ์สิทธิ์มีหรือไม่มีจริง เพราะไม่ว่ามีหรือไม่มีจริง ศาสนาพุทธก็ย่อมไม่สอนให้ใช้ความศักดิ์สิทธิ์ใดๆนั้นเพื่อประโยชน์ทางโลกย์ (ขอหวย) อยู่แล้ว คนที่เป็นสาวกของต้นไม้เพื่อประโยชน์ทางการพนันขันต่อ ยังจะนับเป็นชาวพุทธด้วยละหรือ?
ถ้าชาวพุทธไม่สามารถสร้างสังคมพุทธที่เข้มแข็งได้ ปล่อยให้มีสาวกของต้นไม้บ้าง สาวกของต้นเห็ดบ้าง อยู่เต็มประเทศ
บ างทีผมว่าให้เพื่อนร่วมโลกของเรานำศาสนามาให้เขา โลกก็ยังสงบสุขมากขึ้นดีอยู่ ดีกว่าปล่อยให้นับถือต้นไม้ต้นเห็ดไปเรื่อยๆไม่มีสาระอะไร เป็นภัยต่อตนเองและผู้อื่นยิ่งกว่าด้วยซ้ำ
ชักเป็นห่วงแม่ เพราะรู้ว่าแม่ไม่ชอบวิธีแบบนี้กับศาสนา
แต่ได้ยินข่าวว่าทางการจะเข้าไป "จัดการ" ผมก็ว่ามันเกินไป และไม่ตรงประเด็นปัญหา (ของชาวพุทธ) สักหน่อย ผมคิดว่า
๑. กระทรวงวัฒนธรรมไม่ควรเอาเรื่องโฆษณาหนังสือ ขอแค่จับตามองไว้ ไม่ให้มีอะไรเกินเลย
๒ . เนื่องจากกระทรวงฯ เป็นเรื่องทางโลกย์ และควรสนับสนุนทุกศาสนาเท่าเทียมกัน คนที่ควรจะออกแรงจริงๆ จึงไม่ใช่กระทรวง แต่เป็นองค์กรของชาวพุทธ!
แต่ไม่ใช่ออกแรงไปต้านเขา ด่าเขา เสียเวลาเปล่า แต่ควรที่จะกวาดบ้านตัวเองให้หนักขึ้น ได้แก่
๒ .๑ กวดขันพระสงฆ์องค์เจ้าให้ดี อย่าให้มีเรื่องเสื่อมเสียรายวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุรา เรื่องสตรี เรื่องการพนัน เรื่องเงิน เรื่อง CD เถื่อน ฯลฯ
๒.๒ ทบทวนการเรียนการสอนพุทธศาสนาของเราให้ดี ว่าบกพร่องตรงไหน ทำไมบางคนยังไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องบวช ทำไมต้องบิณฑบาต ทำไมถึงไหว้พระพุทธรูป ถ้าดีหรือไม่อยู่ที่ใจ ฆ่าสัตว์ไป ดื่มเหล้าไป แล้วดีในใจไม่ได้หรือ คนที่บรรลุไปแล้ว เคยคุยกับคนที่ไม่บรรลุไหม ว่าเขาข้องใจตรงไหน คำถามหลายๆคำถาม ผมก็เพิ่งทราบ ว่ามันเคยมีคนถามมาสองพันกว่าปีแล้ว และก็มีคนตอบให้กระจ่างแล้ว ทำไมเราไม่เอามาสอนเด็กๆอย่างผมบ้าง (เกี่ยวกับจารวาก? หรือมิลินทปัญหาที่มีเป็นมินิซีรีส์อยู่ในห้องสมุดมันช่วยได้ไหม แล้วเราเอามาขยายผลได้ไหม?) รับรองว่าไม่มีในวิชาพุทธศาสนาสมัยผมเรียนแน่ๆ แล้วผมก็ไม่รู้ด้วยว่าสมัยนี้มีวิชาพุทธศาสนาเหลืออยู่ในโรงเรียนไหม ถ้าไม่มีแล้ว เรามีช่องทางอื่นไหม ที่จะเข้าถึงเด็กๆของเรา?
มีเพื่อนคนหนึ่ง เปลี่ยนศาสนาไป เพราะ "เชื่อตามที่เห็น" ว่าศาสนาพุทธไม่มีสาระ สวดก็ฟังไม่รู้เรื่อง ทำบุญเงินบุญก็เข้ากระเป๋าหลวงพี่ หาประโยชน์ไม่ได้ คือคิดถึงศาสนาพุทธอย่างอุดมคติ (ตามหลักวิทยาศาสตร์ปนประโยชน์นิยมในห้องเรียนที่กล่าวหาแม้กระทั่งประเพณีท ้องถิ่นว่าไร้สาระ) แล้วมองภาพในวัดที่เป็นอยู่จริง มันขัดกันมากเกินไปหรือไม่!
ควรทบทวนซ่อมจุดอ่อนเสริมจุดแข็ง แล้วก็ทำเป็นยุทธศาสตร์การเผย่แผ่ศาสนาพุทธได้แล้ว
๓. ผมคิดว่า อันที่จริงที่ว่าประชากรของเรานับถือพุทธเป็นส่วนใหญ่นั้นควรคิดให้รอบคอบไม่ประมาท ว่าอันที่จริงเป็นเช่นนั้นหรือไม่
ห รือจะมีประชากรที่นับถือ "ผี" มากกว่า เช่นถูต้นไม้ขอหวย (ข้อนี้ก็โดนเพื่อนตัวดีของผมผนวกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความไร้สาระของศาสน าพุทธ (ตามที่เขาเข้าใจ) เช่นกัน)
ผมไม่ได้จะมาแย้งว่า ต้นไม่ศักดิ์สิทธิ์มีหรือไม่มีจริง เพราะไม่ว่ามีหรือไม่มีจริง ศาสนาพุทธก็ย่อมไม่สอนให้ใช้ความศักดิ์สิทธิ์ใดๆนั้นเพื่อประโยชน์ทางโลกย์ (ขอหวย) อยู่แล้ว คนที่เป็นสาวกของต้นไม้เพื่อประโยชน์ทางการพนันขันต่อ ยังจะนับเป็นชาวพุทธด้วยละหรือ?
ถ้าชาวพุทธไม่สามารถสร้างสังคมพุทธที่เข้มแข็งได้ ปล่อยให้มีสาวกของต้นไม้บ้าง สาวกของต้นเห็ดบ้าง อยู่เต็มประเทศ
บ างทีผมว่าให้เพื่อนร่วมโลกของเรานำศาสนามาให้เขา โลกก็ยังสงบสุขมากขึ้นดีอยู่ ดีกว่าปล่อยให้นับถือต้นไม้ต้นเห็ดไปเรื่อยๆไม่มีสาระอะไร เป็นภัยต่อตนเองและผู้อื่นยิ่งกว่าด้วยซ้ำ
วันเสาร์, กันยายน 18, 2547
ผู้โชคดี?
เมื่อไม่นานมานี้ สังเกตเห็นเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่เว็บหนึ่ง ลงโฆษณา Lotto Greencard ซึ่งเราก็พอทราบๆมาว่ามันมีโปรแกรม Affiliate อยู่ นัยว่าถ้ามีคนสมัคร หรือถ้ามีคนได้เป็นประชากรของเขาจริงๆ คนลงโฆษณาก็คงได้เปอร์เซนต์
เพียงเท่านั้นก็หงุดหงิดหัวใจไม่ใช่น้อยแล้ว ประเทศเราไม่ใช่ประเทศที่อยู่ในภาวะสงคราม ไม่ใช่ประเทศที่ยากแค้น มีเหตุอันใดที่ประชากรที่มีคุณภาพของเราต้องไปเป็นประชากรของประเทศอื่น? อย่าว่าแต่คนที่มีสิทธิ์จะเล่น Lotto อย่างนี้ได้ ก็เป็น คนชั้นบนๆของโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม
ที่ได้ดูดทรัพยากรและโอกาสไปจากคนอื่นๆที่ด้อยกว่า
ไปจนตัวเองได้ยืนอยู่ตรงนี้มีความสุขอยู่ตรงนี้ แล้วก็เลือกที่จะไม่ใช้โอกาสที่ได้รับมานั้น แก้ปัญหาให้คนไทยด้วยกัน แต่จะใช้ต้นทุนเหล่านั้นเป็นฐานให้ตัวเองเป็นผู้มีสิทธิ์เป็นประชากรของประเทศอื่น!!
ฟิวส์ขาดก็ตอนที่เข้าไปในเว็บท่าแห่งหนึ่ง มีแบนเนอร์ขึ้นหราว่า คนที่ได้สิทธิ์เหล่านั้น เป็นผู้โชคดี!!??
เอ...หรือว่าผู้ไม่ได้สิทธิ์เป็นประชากรของประเทศนั้นเป็นผู้โชคร้ายหรืออย่างไร?
ใช่สินะ โชคร้ายที่โอกาสที่แบ่งกันไปนั้น ไม่ได้กลับคืนสู่สังคมเรา แต่จะไปเป็นทุน (ที่เขาไม่ได้ลง) ของสังคมอื่น น่าเศร้านัก
เพียงเท่านั้นก็หงุดหงิดหัวใจไม่ใช่น้อยแล้ว ประเทศเราไม่ใช่ประเทศที่อยู่ในภาวะสงคราม ไม่ใช่ประเทศที่ยากแค้น มีเหตุอันใดที่ประชากรที่มีคุณภาพของเราต้องไปเป็นประชากรของประเทศอื่น? อย่าว่าแต่คนที่มีสิทธิ์จะเล่น Lotto อย่างนี้ได้ ก็เป็น คนชั้นบนๆของโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม
ที่ได้ดูดทรัพยากรและโอกาสไปจากคนอื่นๆที่ด้อยกว่า
ไปจนตัวเองได้ยืนอยู่ตรงนี้มีความสุขอยู่ตรงนี้ แล้วก็เลือกที่จะไม่ใช้โอกาสที่ได้รับมานั้น แก้ปัญหาให้คนไทยด้วยกัน แต่จะใช้ต้นทุนเหล่านั้นเป็นฐานให้ตัวเองเป็นผู้มีสิทธิ์เป็นประชากรของประเทศอื่น!!
ฟิวส์ขาดก็ตอนที่เข้าไปในเว็บท่าแห่งหนึ่ง มีแบนเนอร์ขึ้นหราว่า คนที่ได้สิทธิ์เหล่านั้น เป็นผู้โชคดี!!??
เอ...หรือว่าผู้ไม่ได้สิทธิ์เป็นประชากรของประเทศนั้นเป็นผู้โชคร้ายหรืออย่างไร?
ใช่สินะ โชคร้ายที่โอกาสที่แบ่งกันไปนั้น ไม่ได้กลับคืนสู่สังคมเรา แต่จะไปเป็นทุน (ที่เขาไม่ได้ลง) ของสังคมอื่น น่าเศร้านัก
วันศุกร์, กรกฎาคม 16, 2547
ปลาเป็นว่ายทวนน้ำ
ปลาเป็นว่ายทวนน้ำ ได้ยินมาจากไหนไม่รู้
เคยบันทึกลงบันทึกประจำวันออนไลน์ไว้ แต่ไอ้บันทึกนั้นเดี้ยงไปแล้ว
ประมาณว่าที่เต็ม หรือเขาจะไม่ให้ฟรี หรืออะไรสักอย่างนี่แหละ
ไม่ใช่ประเด็น
เรื่องของเรื่องคือ มีอยู่คืนหนึ่งตั้งใจจะนึกประโยคนี้ แต่มันนึกไม่ออก
พอนึกออกเลยต้องบันทึกไว้อีกที
คราวนี้คงไม่หายเพราะว่าจะเอาไปลงในเว็บส่วนตัวด้วยอีกทางหนึ่ง
ปลาเป็นว่ายทวนน้ำ ทำให้คิดไม่ยอมแพ้ หรือเลยตามเลย ให้ต่อสู้ให้ถึงที่สุด
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม มีแต่ปลาตายเท่านั้นที่ไหลตามน้ำไปเรื่อยๆ
แล้วแต่ว่ากระแสน้ำจะพัดไปไหน
ว่ายทวนน้ำไปแล้วจะดีจะชั่ว มันก็ตัวเราเอง
เมื่อถึงที่สุดแล้วอย่างน้อยก็ไม่ต้องไปโทษฟ้าโทษดินแล้วมานั่งเสียใจว่า
รู้งี้สู้ให้ถึงที่สุดดีกว่า อะไรทำนองนั้น
เคยบันทึกลงบันทึกประจำวันออนไลน์ไว้ แต่ไอ้บันทึกนั้นเดี้ยงไปแล้ว
ประมาณว่าที่เต็ม หรือเขาจะไม่ให้ฟรี หรืออะไรสักอย่างนี่แหละ
ไม่ใช่ประเด็น
เรื่องของเรื่องคือ มีอยู่คืนหนึ่งตั้งใจจะนึกประโยคนี้ แต่มันนึกไม่ออก
พอนึกออกเลยต้องบันทึกไว้อีกที
คราวนี้คงไม่หายเพราะว่าจะเอาไปลงในเว็บส่วนตัวด้วยอีกทางหนึ่ง
ปลาเป็นว่ายทวนน้ำ ทำให้คิดไม่ยอมแพ้ หรือเลยตามเลย ให้ต่อสู้ให้ถึงที่สุด
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม มีแต่ปลาตายเท่านั้นที่ไหลตามน้ำไปเรื่อยๆ
แล้วแต่ว่ากระแสน้ำจะพัดไปไหน
ว่ายทวนน้ำไปแล้วจะดีจะชั่ว มันก็ตัวเราเอง
เมื่อถึงที่สุดแล้วอย่างน้อยก็ไม่ต้องไปโทษฟ้าโทษดินแล้วมานั่งเสียใจว่า
รู้งี้สู้ให้ถึงที่สุดดีกว่า อะไรทำนองนั้น
วันพุธ, กรกฎาคม 07, 2547
สิทธิของคนอื่น
กรณีคดีหมิ่นประมาททางอินเตอร์เนต (นายมือกลองฯ) ที่เป็นข่าวอยู่นี้ ใครผิดใครถูกผู้เขียนขอละไว้ เนื่องจากไม่ทราบละเอียดว่าผู้ต้องหาทำอะไร ไม่ได้ทำอะไร ภาพที่เป็นต้นเหตุก็ไม่เห็น
แต่เนื่องจากเรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่โต จึงอยากถือโอกาสนี้ กล่าวถึงบางสิ่งบางอย่างที่ถูกละเลยเสมอๆ ในโลกไซเบอร์ของเรานี้ หากปล่อยปละไป อาจะสร้างความเห็นผิดให้แก่ประชากรชาวเนตต่อไปได้
สิ่งที่ถูกละเลยเสมอๆนั้นคือ สิทธิส่วนบุคคลของบุคคลอื่น ผ่านการกระทำอย่างน้อย สามรูปแบบนั่นคือ
๑. การเผยแพร่ภาพแอบถ่าย(เปลือย หรือ ร่วมเพศ) ของบุคคลที่แม้แต่คนเผยแพร่ก็ไม่รู้จัก ด้วยเห็นเป็นเรื่องสนุกสนาน
กรณีนี้เรียกว่าทั้งผู้บันทึกภาพและผู้ที่ส่งภาพต่อๆกันไป ขาดความรับผิดชอบอย่างถึงที่สุด เพราะตนเองก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าบุคคลในภาพนั้นยินดีที่จะถูกบันทึกภาพหรือไม่ และยินดีจะให้เผยแพร่ภาพหรือไม่ และไม่แคร์! ว่าเขาจะยินดีหรือไม่!! เสมือนว่าบุคคลในรูปไม่ใช่คน ที่มีเลือดเนื้อและหัวใจ ที่จะรู้สึกเจ็บปวด อับอาย ได้กระนั้น
๒. จดหมายลูกโซ่เนื้อความใส่ร้ายป้ายสี บุคคล หรือร้านค้า เช่นคนๆนี้ขี้โกง ร้านนี้โก่งราคา
คนๆนี้ขี้หลี หนุ่มคนนี้ฟันสาวคนนั้นแล้วทิ้ง สาวคนนั้นฟันหนุ่มคนนี้แล้วทิ้ง คนนี้ชอบแย่งแฟนชาวบ้าน ฯลฯ
คนเขียนนั้น ถ้าเขียนจากความจริง โดยประสบการณ์ตรง มันก็ไม่ผิด แต่คนส่งต่อๆกันไปนั้น
ทราบได้อย่างไร ว่าเรื่องที่มาถึงตัวนั้น จริง หรือ ไม่จริง? หรือว่าไม่แคร์
ไม่สนใจสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาแม้แต่น้อย? ส่งต่อๆไปโดยไม่สนแม้แต่น้อยว่าจริงหรือไม่ ถ้าไม่จริง ก็ให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาซวยไปอย่างนั้นหรือ?
เคยมีรุ่นน้องผู้หญิงคนหนึ่ง แย้งว่า ถ้าคนๆนั้นไม่ได้ทำ ก็น่าจะอยู่เฉยๆ เรื่องไม่จริงจะเดือดร้อนไปทำไม ผมก็แย้งไปว่า ถ้ามีคนส่งเมล์ส่งต่อว่าร้ายพี่ ว่าพี่เป็นคนเจ้าชู้ ไปปู้ยี่ปู้ยำเธอแล้วทิ้ง แล้วส่งต่อๆกันไปเพื่อเตือนกันว่าอย่าเข้าใกล้พี่ ตัวเธอเองจะอยู่เฉยไหวหรือ? ก็เห็นนิ่งไป ไม่ว่าอะไร
๓. บางเรื่องก็ถือเป็นเรื่องดีๆ แต่ส่งต่อๆไปแล้ว ไม่ใส่ชื่อผู้แต่งไปด้วย ที่ร้ายกว่านั้น บางคนก็สมอ้างว่าตนเองเขียนขึ้นเอง บางครั้งด้วยความด้อยปัญญา ทำให้ไปรับสมอ้างคำของเผด็จการมาบ้าง ก็มี รับสมอ้างคำของปูชณียบุคคลซึ่งทุกคนทราบว่าคำนี้เป็นของใคร แต่คนส่งข้อความต่อไม่ทราบก็มี อย่างนี้เห็นแล้วก็สังเวช สมเพช และเศร้าใจครับ
จากที่คุยมา เด็กๆหลายคน ไม่ทราบจริงๆ ครับว่า
บางคนพยายามยึดบรรทัดฐานจากโลกจริงๆเข้าไปใช้ บางคนยึดบรรทัดฐานจากเมืองนอก (ซึ่งจริงๆมันก็ยังพัฒนาไม่ถึงที่สุด ไม่รู้ว่าทำไมต้องตามฝรั่งเสมอๆ โดยไม่แยกแยะถูกผิด) ผมคิดว่าน่าจะมีการร่วมมือกันหลายๆฝ่ายทำอะไรสักอย่าง เพื่อสร้างจารีตอันดีงามในโลกไซเบอร์ให้ได้
แต่เนื่องจากเรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่โต จึงอยากถือโอกาสนี้ กล่าวถึงบางสิ่งบางอย่างที่ถูกละเลยเสมอๆ ในโลกไซเบอร์ของเรานี้ หากปล่อยปละไป อาจะสร้างความเห็นผิดให้แก่ประชากรชาวเนตต่อไปได้
สิ่งที่ถูกละเลยเสมอๆนั้นคือ สิทธิส่วนบุคคลของบุคคลอื่น ผ่านการกระทำอย่างน้อย สามรูปแบบนั่นคือ
๑. การเผยแพร่ภาพแอบถ่าย(เปลือย หรือ ร่วมเพศ) ของบุคคลที่แม้แต่คนเผยแพร่ก็ไม่รู้จัก ด้วยเห็นเป็นเรื่องสนุกสนาน
กรณีนี้เรียกว่าทั้งผู้บันทึกภาพและผู้ที่ส่งภาพต่อๆกันไป ขาดความรับผิดชอบอย่างถึงที่สุด เพราะตนเองก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าบุคคลในภาพนั้นยินดีที่จะถูกบันทึกภาพหรือไม่ และยินดีจะให้เผยแพร่ภาพหรือไม่ และไม่แคร์! ว่าเขาจะยินดีหรือไม่!! เสมือนว่าบุคคลในรูปไม่ใช่คน ที่มีเลือดเนื้อและหัวใจ ที่จะรู้สึกเจ็บปวด อับอาย ได้กระนั้น
๒. จดหมายลูกโซ่เนื้อความใส่ร้ายป้ายสี บุคคล หรือร้านค้า เช่นคนๆนี้ขี้โกง ร้านนี้โก่งราคา
คนๆนี้ขี้หลี หนุ่มคนนี้ฟันสาวคนนั้นแล้วทิ้ง สาวคนนั้นฟันหนุ่มคนนี้แล้วทิ้ง คนนี้ชอบแย่งแฟนชาวบ้าน ฯลฯ
คนเขียนนั้น ถ้าเขียนจากความจริง โดยประสบการณ์ตรง มันก็ไม่ผิด แต่คนส่งต่อๆกันไปนั้น
ทราบได้อย่างไร ว่าเรื่องที่มาถึงตัวนั้น จริง หรือ ไม่จริง? หรือว่าไม่แคร์
ไม่สนใจสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาแม้แต่น้อย? ส่งต่อๆไปโดยไม่สนแม้แต่น้อยว่าจริงหรือไม่ ถ้าไม่จริง ก็ให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาซวยไปอย่างนั้นหรือ?
เคยมีรุ่นน้องผู้หญิงคนหนึ่ง แย้งว่า ถ้าคนๆนั้นไม่ได้ทำ ก็น่าจะอยู่เฉยๆ เรื่องไม่จริงจะเดือดร้อนไปทำไม ผมก็แย้งไปว่า ถ้ามีคนส่งเมล์ส่งต่อว่าร้ายพี่ ว่าพี่เป็นคนเจ้าชู้ ไปปู้ยี่ปู้ยำเธอแล้วทิ้ง แล้วส่งต่อๆกันไปเพื่อเตือนกันว่าอย่าเข้าใกล้พี่ ตัวเธอเองจะอยู่เฉยไหวหรือ? ก็เห็นนิ่งไป ไม่ว่าอะไร
๓. บางเรื่องก็ถือเป็นเรื่องดีๆ แต่ส่งต่อๆไปแล้ว ไม่ใส่ชื่อผู้แต่งไปด้วย ที่ร้ายกว่านั้น บางคนก็สมอ้างว่าตนเองเขียนขึ้นเอง บางครั้งด้วยความด้อยปัญญา ทำให้ไปรับสมอ้างคำของเผด็จการมาบ้าง ก็มี รับสมอ้างคำของปูชณียบุคคลซึ่งทุกคนทราบว่าคำนี้เป็นของใคร แต่คนส่งข้อความต่อไม่ทราบก็มี อย่างนี้เห็นแล้วก็สังเวช สมเพช และเศร้าใจครับ
จากที่คุยมา เด็กๆหลายคน ไม่ทราบจริงๆ ครับว่า
- การที่ส่งข้อความว่าร้าย นาย ก. ว่าเลวเช่นนั้นเช่นนี้ต่อๆไปให้เพื่อน โดยที่ตัวเองไม่ทราบข้อเท็จจริงนั้น ละเมิดสิทธิของนาย ก. อย่างยิ่ง
- ไม่เช้าใจว่าการชมภาพเปลือยแอบถ่าย มันวิปริตยิ่งกว่าการชมภาพเปลือยธรรมดา เป็นร้อยเป็นพันเท่า ไม่รู้จะตกใจบ้างหรือเปล่าถ้าดูๆไปกำลังเพลินๆ ไปเจอรูป ลูกสาว หลานสาว พี่สาว น้องสาว ของตัวเองเข้า (บางคนถ้ามันวิปริตมากอาจจะเพลินต่อ? ด้วยเห็นเป็นเรื่องธรรมดา!!??)
- ไม่เข้าใจว่าการส่งข้อความ บทความ ซึ่งมีผู้เขียนไว้ต่อไป โดยไม่ใส่ชื่อผู้แต่ง มันเสียมารยาท อย่าว่าแต่ผิดกฏหมายลิขสิทธิ์
บางคนพยายามยึดบรรทัดฐานจากโลกจริงๆเข้าไปใช้ บางคนยึดบรรทัดฐานจากเมืองนอก (ซึ่งจริงๆมันก็ยังพัฒนาไม่ถึงที่สุด ไม่รู้ว่าทำไมต้องตามฝรั่งเสมอๆ โดยไม่แยกแยะถูกผิด) ผมคิดว่าน่าจะมีการร่วมมือกันหลายๆฝ่ายทำอะไรสักอย่าง เพื่อสร้างจารีตอันดีงามในโลกไซเบอร์ให้ได้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)